การเดินทางของตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะ
จากปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ผนวกกับสิ่งที่ได้ไปเห็นในต่างประเทศ กลายมาเป็นการจุดประกายไอเดียในการทำธุรกิจของ นิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท บ๊อกซ์24 จำกัด ซึ่งนอกจากพัฒนาขึ้นมาเป็นบริการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนเมือง ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะในเมืองไทย แต่ยังสามารถขยายสาขาไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
นิธิพนธ์บอกกับเราว่า เขาเป็นสตาร์ทอัพที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ ‘ล็อกเกอร์อัจฉริยะ (Smart Locker)’ ที่ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) โดยเป็นบริการรับฝากและส่งพัสดุต่างๆ ผ่านทางตู้อัตโนมติที่ช่วยลดปัญหาระหว่างผู้ส่งกับผู้รับที่ไม่สะดวกมาเจอในเวลาเดียวกัน สามารถตรวจสอบหรือติดตามพัสดุได้ว่ากำลังอยู่สถานะไหน ที่สำคัญคือใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“ตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มของระบบโลจิสติกส์ ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วจำเป็นต้องมี เพราะการไปส่งของตามบ้านนั้น หากผู้รับไม่อยู่ ก็ต้องมีการนัดหมายเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก หรืออาจต้องหย่อนใบรับของไว้ที่ตู้จดหมายเพื่อให้ผู้รับไปยื่นรับพัสดุจากผู้ให้บริการในวันถัดไป การมีตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะจึงช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและสามารถติดตามได้ง่าย”
นิธิพนธ์เล่าว่า BOX24 เปิดตัวเมื่อปี 2556 แต่แรงบันดาลใจในการพัฒนาครั้งแรกนั้น กลับไม่ได้คิดทำเป็นตู้ล็อกเกอร์ โจทย์ในเวลานั้นคือต้องการทำระบบ IoT สำหรับบริการซักอบรีดเสื้อผ้าเป็นหลัก เนื่องจากเขาพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม ซึ่งต้องใช้บริการร้านซักอบรีดซึ่งมีเวลาเปิด-ปิดร้านไม่ตรงกับเวลาเลิกงาน หรือแม้ไปทันก็เจอปัญหาร้านส่งเสื้อผ้าให้ลูกค้าสลับกันอยู่บ่อยๆ
“ภายหลังจากตีโจทย์แล้ว อย่างที่บอกว่าไม่ได้วางแผนตั้งแต่ครั้งแรกว่าจะทำตู้ล็อกเกอร์ แต่จุดเปลี่ยนความคิดมาจากการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแล้วเห็นว่ามีตู้ล็อกเกอร์ติดตั้งอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ ทำให้คิดวิธีแก้ไขอุปสรรคเรื่องเสื้อผ้าที่ต้องส่งร้านซักอบรีดขึ้นมาได้ จึงเป็นที่มาของการสร้าง ‘Laundry Locker’ ให้บริการซักอบรีดผ่านตู้ล็อกเกอร์ โดยให้ผู้ใช้บริการนำเสื้อผ้าที่ต้องการซักไปวางในตู้ จากนั้นร้านซักอบรีดก็จะมาเปิดตู้เพื่อนำไปซักทำความสะอาด เสร็จเรียบร้อยก็จะถ่ายรูปส่งกลับไปให้ลูกค้าผ่านระบบของ BOX24 เพื่อให้ยืนยันความถูกต้องพร้อมกับชำระเงิน ขั้นตอนสุดท้ายคือนำเสื้อผ้าไปวางคืนในตู้ล็อกเกอร์ แล้วก็จะมีการแจ้งเตือน (Notification) ผ่านทางแอปพลิเคชันพร้อมรหัสผ่านไปให้ผู้รับซึ่งจะมาเปิดตู้ล็อกเกอร์เวลาใดก็ได้ตามสะดวก”

และด้วยคุณสมบัติการทำงานของตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะ ทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับบริการอื่นๆ ได้เช่นกัน เป็นต้นว่า ส่งพัสดุสิ่งของทั่วไปโดยไม่ต้องไปถึงที่ทำการไปรษณีย์ เพียงมาวางที่ตู้ล็อกเกอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ตามคอนโดมิเนียมทั่วไปและสามารถเลือกผู้ให้บริการได้ ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ไทย เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส หรือเอสซีจี เอ็กซ์เพรส ผ่านทางแอปพลิเคชัน BOX24
จากวันแรกที่เป็นตู้ล็อกเกอร์บริการซักอบรีดเสื้อผ้า ได้พัฒนารูปแบบบริการการรับ-ส่งพัสดุเพิ่มขึ้นมา รวมถึงเป็นตู้รับสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์จากลาซาด้า โดยปัจจุบัน BOX24 มีให้บริการดังนี้ WashBox24 บริการซักอบรีดที่สามารถติดตามกระบวนการซักผ้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ, Movebox24 บริการรับส่งพัสดุไปรษณีย์ที่ตู้ล็อกเกอร์, ShopBox24 บริการรับฝากสินค้าที่ซื้อออนไลน์, DropBox24 บริการตู้รับฝากของทั่วไปทั้งแบบระยะสั้น-ยาว เหมือนกับที่มีตามสถานีรถไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่น, PayBox24 บริการรับเติมเงินผ่านแอปพลิเคชันของ BOX24 เพื่อนำไปชำระค่าบริการหรือสั่งซื้อสินค้าต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน

การทำธุรกิจต้องพบเจอกับอุปสรรค
ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีของ BOX24 ได้พบกับอุปสรรคที่ถือเป็นเรื่องท้าทายในการทำธุรกิจ นิธิพนธ์เล่าให้ฟังถึงวิธีการรับมือและแก้ปัญหาต่างๆ ว่า BOX24 มีอุปสรรคหลักๆ 2 เรื่อง เรื่องแรกมาจากการสร้างและพัฒนาตู้ รวมถึงระบบหลังบ้านหรือการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ร่วมกับตู้ล็อกเกอร์ ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงได้มีการระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก เรื่องต่อมาคือความท้าทายว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้คนรับรู้ถึงบริการของ BOX24 และใช้งานเป็น เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่เข้าใจว่าใช้งานได้อย่างไร ก็ต้องพยายามสื่อสาร สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภคไปเรื่อยๆ
“แต่ในส่วนของเทคโนโลยีถือว่าไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องจากตู้ลักษณะนี้ใช้ซอฟต์แวร์เดียวกัน ความยากอยู่ที่จะวางตู้เฉยๆ ไม่ได้ แต่ต้องขยายเครือข่าย ต้องหาวิธีทำอย่างไรให้คลังสินค้าออนไลน์อย่างลาซาด้าเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรา รวมถึงเคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส ซึ่งพนักงานส่งพัสดุจะต้องเป็นคนนำของไปวางในตู้ล็อกเกอร์เอง นั่นหมายถึง BOX24 ต้องมีการอบรม Third Party Logistics ให้ใช้งานเป็นด้วย”

ผลกระทบจากโควิด
“โควิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือทำให้ผู้คนออกจากบ้านน้อยลง กำลังซื้อก็หดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนที่มาจากการบริการ ขณะที่ข้อดีคือทำให้บริษัทมีรายได้มาจากการจำหน่ายตู้ล็อกเกอร์ให้แก่บริษัทขนส่งต่างๆ เพราะโควิดทำให้คนไม่ต้องการเจอคน (Contactless Delivery) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แล้วต่อไปในอนาคตก็จะเป็นรูปแบบการส่งของที่นิยมใช้กัน ใครที่อยากส่งของให้ใครก็เพียงนำไปหย่อนในตู้ แล้วผู้รับสะดวกเมื่อไรก็มาเปิดตู้รับเอง”
เป็นเพียงจุดเริ่มต้นความสำเร็จ
แม้ว่าเขาจะเรียนจบทางด้านการเงินและบริหารธุรกิจ แต่ช่วงที่เรียนก็ไม่ได้มีความฝันว่าจะทำธุรกิจของตัวเอง หลังเรียนจบก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เมื่อมาลงทุนทำ BOX24 ก็เป็นไอเดียของเขาคนเดียว โดยได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นการช่วยเปิดประตูให้ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจมากขึ้นและเร็วขึ้น
และถึงแม้ว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เป็นธุรกิจที่จะเป็นเทรนด์ของสังคมต่อไปในอนาคต แต่ซีอีโอ BOX24 ก็บอกกับเราว่า ณ วันนี้ เป็นเพียงก้าวแรก เพราะในประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีนมีตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะถึง 300,000 ตู้ ขณะที่ BOX24 ลงทุนใน 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ แต่รวมแล้วมีเพียง 300 สาขาเท่านั้น
“เฉพาะประเทศไทยถึงมีคู่แข่งอยู่บ้าง แต่ BOX24 มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 80% แล้วก็ไม่ได้เหมือนกันทีเดียว ที่คล้ายสุดคือตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระของนักท่องเที่ยวซึ่งอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้า แตกต่างกันที่รูปแบบการหารายได้ก็คือเน้นให้ตู้เป็นพื้นที่ขายโฆษณา เมื่อเกิดโรคระบาดโควิดก็ไม่มีนักท่องเที่ยว รายได้ของคู่แข่งนั้นก็หายไป แต่สำหรับมาเลเซียและสิงคโปร์ก็มีคู่แข่งที่เป็นธุรกิจที่คล้ายกันอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อนับรวมตู้ของคู่แข่งกับ BOX24 แล้วก็มีอยู่ประมาณ 1,000 ตู้เท่านั้น หมายถึงว่าเรายังต้องทำอะไรอีกมาก”

คำแนะนำให้กับว่าที่สตาร์ทอัพรุ่นต่อไป
ซีอีโอ BOX24 ให้ความเห็นว่า สตาร์ทอัพเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากมาย หรือเป็นองค์กรที่มีคนนำเงินทุนร้อยล้านบาทมาวางให้ ดังนั้นธรรมชาติของสตาร์ทอัพจึงค่อนข้างคุ้นชินกับการมีทรัพยากรที่จำกัดอยู่แล้ว คำแนะนำสำหรับน้องๆ หรือพี่ๆ ที่อยากจะเริ่มทำสตาร์ทอัพก็คือ ช่วงนี้อาจเป็นเวลาที่ดี เพราะยิ่งทำให้คิดมากขึ้น และมองหาช่องทางภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มากขึ้น บางครั้งความที่มีทรัพยากรจำกัดก็เป็นเหมือนประตูให้มองในหลายๆ แง่มุม อยากให้คิดในแง่บวกกัน
“สำหรับ BOX24 ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพพันธุ์ไทยที่ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศด้วย ก็อาจจะมีมุมองต่างจากคนอื่นบ้างตรงที่ว่าสตาร์ทอัพควรต้องมุ่งไปที่การแก้ปัญหาให้กับลูกค้า และไม่ควรเป็นปัญหาของลูกค้าคนไทยอย่างเดียว ควรต้องคิดให้ครอบคลุมไปในภูมิภาค ไม่ว่าจะอยู่ในกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ เขาก็อาจมีปัญหาเวลาไม่อยู่บ้านแล้วไม่ได้รับความสะดวกเหมือนกัน ฝากว่าถ้าคุณมีความตั้งใจจริงอยู่แล้ว ก็ขอให้ยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ นำโจทย์ของลูกค้ามาเป็นที่ตั้ง แต่อย่าเพิ่งลงมือทำทันที ต้องใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจ ให้มั่นใจก่อน”
“แล้วถ้าต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค ให้จำไว้ว่าทุกอย่างมีทางออก หากสนุกไปกับเส้นทางที่เลือกเดินแล้ว คุณก็จะก้าวข้ามปัญหาหรืออุปสรรคไปได้”
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Startup Thailand Marketplace ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพตัวอย่าง ตั้งแต่ที่มาหรือจุดเริ่มต้น การลงมือทำงานและวิธีแก้ปัญหาเมื่อเกิดอุปสรรค เพื่อให้เป็นแนวทางสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ได้ลงมือทำตามฝันให้เป็นจริง

