4 ทศวรรษ “เอราวัณ” แหล่งพลังงานที่ขับเคลื่อนไทย

31.08.21 | 09:00 น.

แหล่งเอราวัณ

การเดินทาง 4 ทศวรรษของ “เอราวัณ” แหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย ภายใต้การดูแลของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีเรื่องเล่าผ่านผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย นับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พลังงานไทยเติบโตและมั่นคง หากย้อนจุดเริ่มต้นที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นเรื่องใหม่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว “เอราวัณ” ได้เริ่มต้นทำหน้าที่ผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับคนไทย ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่ไปกับการสร้างบุคลากรชาวไทยและวางรากฐานอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงน่าติดตามไปดูการเดินทางในวัยที่เติบใหญ่ของแหล่งพลังงานแห่งนี้

พลังงานที่ผลักดันการพัฒนา

การดำเนินงาน ณ แหล่งเอราวัณในอดีต

Advertisement

เอราวัณเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศสู่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของไทยที่สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้น โดยก๊าซธรรมชาติจากเอราวัณถูกนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม 

ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีคุณภาพดี สามารถเป็นวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ นำมาสู่การพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ในปีต่อมา สำหรับเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับก๊าซธรรมชาติที่ถูกค้นพบ และดึงดูดการลงทุนทั้งในประเทศและจากนอกประเทศ เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนไทย นับเป็นการเปิดศักราชการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมให้เจริญรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดเพียงในเวลาไม่กี่ปี 

สร้างพลังคน ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานไทย

การฝึกอบรมช่างเทคนิคปิโตรเลียม ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์

หากย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และมีคนไทยน้อยคนที่มีความเชี่ยวชาญหรือจบการศึกษาในสาขานี้มาโดยเฉพาะ เชฟรอนจึงได้ก่อตั้ง “ศูนย์เศรษฐพัฒน์” ขึ้นในปี พ.ศ. 2523 ที่จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนาช่างเทคนิคปิโตรเลียมชาวไทยให้มีทักษะความรู้ความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้ลงไปปฏิบัติงานที่แหล่งเอราวัณได้อย่างปลอดภัย เพราะเชื่อว่าบุคลากรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิบัติการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 

บุญล้อม เส็งสำราญ อดีตผู้จัดการฐานผลิตเอราวัณ ชาวไทยหนึ่งใน 45 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมด้านปิโตรเลียมและเทคโนโลยี ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ เป็นรุ่นแรก ซึ่งใช้เวลากว่า 1 ปี กล่าวว่า “ช่วงแรกที่ลงไปปฏิบัติงานที่แหล่งเอราวัณพนักงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ เราก็ไปเรียนรู้จากพวกเขา จนเวลาผ่านไปบุคลากรที่เป็นชาวไทยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยปี พ.ศ.2557 เป็นปีสุดท้ายที่ผมปฏิบัติงานบนแหล่งเอราวัณ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวไทย ทั้งหมดเป็นผลจากการพัฒนาบุคลากรชาวไทยของเชฟรอนอย่างต่อเนื่อง”

บุญล้อม เส็งสำราญ

หากเปรียบว่า ‘เอราวัณ’ คือโรงเรียนกลางอ่าวไทยที่สร้างคนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และแก้ปัญหาจากการลงมือทำงานจริง ‘เศรษฐพัฒน์’ ก็คือโรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเสมือนจริง ให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้มีความพร้อมมากที่สุด ก่อนการลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย โดยตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ศูนย์เศรษฐพัฒน์ได้สร้างช่างเทคนิคปิโตรเลียมและช่างในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งหมด 60 รุ่น เป็นจำนวนกว่า 1,700 คน รวมถึงฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไปแล้วกว่า 400,000 คน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศให้ก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน

พัฒนาเทคโนโลยี พลังแห่งการเอาชนะความท้าทาย

การใช้เทคโนโลยีเพื่อเอาชนะความท้าทายทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย

โครงสร้างแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติของแหล่งเอราวัณมีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 4,500 ตารางกิโลเมตร  ซึ่งแต่ละกระเปาะยังมีอัตราการเสื่อมถอยของผลผลิตสูงใช้ไม่นานก็หมดไป เชฟรอนเอาชนะความท้าทายทางธรณีวิทยาของแหล่งเอราวัณด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานเพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติมีประสิทธิภาพ สามารถนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงเกินไป ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เชฟรอนเป็นผู้นำในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น การสำรวจโดยวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบสามมิติ (3D Seismic) เพื่อให้การแปลผลสภาพทางธรณีวิทยาแม่นยำยิ่งขึ้น การขุดเจาะหลุมผลิตขนาดเล็กแบบมาตรฐาน (Standard Slim Hole) เครื่องเพิ่มแรงดันที่ติดตั้งบนแท่นหลุมผลิต (Remote Compressor Package) การอัดน้ำเสียในกระบวนการผลิตกลับลงหลุมที่ผลิตหมดแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งน้ำเสียลงทะเล (Produced Water Injection) เป็นต้น โดยเทคโนโลยีและมาตรฐานการทำงานของเชฟรอนได้รับการยอมรับจากภาครัฐและกลายเป็นมาตรฐานให้กับผู้ผลิตรายอื่นในประเทศอีกด้วย

ส่งต่อพลังความดี สร้างความภาคภูมิใจ

เจ้าบุญรอด

ไม่เพียงแต่การสร้างบุคลากรด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพได้เท่านั้น แต่ผู้ที่ปฏิบัติงาน ณ แหล่งเอราวัณ และแหล่งผลิตอื่นๆ กลางอ่าวไทย ยังมีโอกาสให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แก่หลากหลายชีวิตที่เข้ามาขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่ป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ การเจ็บครรภ์ที่เจ้าหน้าที่ห้องพยาบาลได้ช่วยทำคลอดให้  รวมถึงสัตว์ต่างๆ กลางท้องทะเล เช่น ฉลามวาฬ เต่าที่ติดเชือกอวน หรือแม้กระทั่งสุนัขที่ลอยคออยู่กลางทะเลอย่างเจ้า “บุญรอด” ก็ได้รับความช่วยเหลือและนำไปเลี้ยงดูอย่างดีที่บ้านของพนักงานที่ช่วยเหลือมันนั่นเอง

นอกจากนั้น ชาวเอราวัณและพนักงานนอกฝั่ง พร้อมด้วยครอบครัวยังได้ริเริ่มการทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ตั้งแต่คำว่า CSR ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน  โดยใช้เวลาในช่วงหยุดพักหลายสัปดาห์ จากการปฏิบัติงาน รวมตัวกันทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชน อาทิ สร้างโรงเรียน สร้างสนามเด็กเล่น ปลูกป่า รวมถึง ช่วยเหลือสังคมในวิกฤติต่างๆ เช่น การฟื้นฟูชุมชนในจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิ ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งสปิริตจิตอาสาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ได้เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับการทำกิจกรรมเพื่อ สังคมของพนักงานเชฟรอน ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบัน

ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง

ชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “40 ปีมาแล้วที่ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณได้ทำหน้าที่เป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เอราวัณยังมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี กระบวนการทำงาน ที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม ตลอดจนเป็นโรงเรียนที่สร้างบุคลากรชาวไทยที่มีความสามารถออกไปปฏิบัติงานตามหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นพลังคนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงยังได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านของเรา นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวเชฟรอนทุกคนจากรุ่นสู่รุ่น”

หากเปรียบเอราวัณเป็นคน การเดินทางตลอด 40 ปีของคนคนนี้ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านความท้าทายต่างๆ มากมาย ได้เรียนรู้บ่มเพาะประสบการณ์ ที่เมื่อได้มองย้อนกลับไป ก็จะเกิดความภูมิใจและเป็นแรงผลักให้ก้าวต่อไปเพื่อเอาชนะความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศเหมือนดังเช่นที่ผ่านมาตลอด 4 ทศวรรษ 

#40ปีเอราวัณ #เชฟรอนประเทศไทย #พลังขับเคลื่อนไทย #HumanEnergy #แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ #ข่าวพลังงาน #ก๊าซธรรมชาติ #Chevron