นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เดือนกันยายน 2564 ผลจากการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นเวลาร่วม 2 เดือน ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทยลดจำนวนลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่ยังคงสูงกว่า 200 คนต่อวัน ประชาชนคนไทยจึงไม่อาจไว้วางใจในสถานการณ์ ยังคงต้องเข้มในมาตรการป้องกันตนเอง เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากาก และล้างมือ ที่สำคัญ คือ เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป
สำหรับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง จากข้อมูลของสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 28 สิงหาคม 2564 มีหญิงตั้งครรภ์ และมารดาหลังคลอด 6 สัปดาห์ ติดเชื้อ 2,542 ราย เสียชีวิต 68 ราย และทารกแรกเกิดติดเชื้อ 134 ราย เสียชีวิต 24 ราย
นอกจากนี้ ประกาศราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ 16/2564 เรื่องการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในสตรีตั้งครรภ์ ระบุถึงการวิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่รวบรวมได้ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 13 สิงหาคม 2564 ดังนี้
- หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคโควิด 19 มีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1.85 สูงเป็น 2.5 เท่าของคนทั่วไป ซึ่งจะอยู่ที่ร้อยละ 0.83
- ในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้ ประมาณครึ่งหนึ่งยังไม่ได้คลอดบุตร
- การเสียชีวิตส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการหายใจล้มเหลว เนื่องจากสรีระของสตรีตั้งครรภ์ที่มดลูกโตขึ้นพร้อมกับมีน้ำคร่ำในมดลูกมากขึ้น (น้ำคร่ำมากที่สุดเมื่อท้อง 8 เดือน หรือ 32 สัปดาห์) จึงดันปอดให้ขยายตัวได้ลำบาก
- อัตราการตายของลูก มีประมาณร้อยละ 1.8 ซึ่งอาจตายก่อนกำหนดหรือหลังคลอด
- อัตราการคลอดก่อนกำหนดมากกว่าปกติ
- อัตราการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ประมาณร้อยละ 11.8 อาจเกิดจากการถ่ายทอดโดยตรงหรือจากการสัมผัสหลังคลอด
ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยป้องกันโรคโควิด 19 ให้กับหญิงตั้งครรภ์และทารก ซึ่งข้อมูลด้านวิชาการเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 พบว่า วัคซีนทุกชนิดมีความปลอดภัยทั้งต่อแม่และลูก ในระดับที่นานาชาติรับรองในสถานการณ์พิเศษ วัคซีนในแม่สามารถส่งต่อภูมิคุ้มกันโรคให้ลูกได้ด้วย โดยควรฉีดวัคซีนเข็มแรกหลังอายุครรภ์ 3 เดือน (หรือ 12 สัปดาห์) ขึ้นไป ที่สำคัญ วัคซีนทุกชนิดและทุกยี่ห้อมีผลลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิต และสามารถฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิด ต่างยี่ห้อได้ (Mix and Match) และวัคซีนสามารถฉีดได้ในช่วงการให้น้ำนมบุตร
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2564 หญิงตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เข็มที่ 1 จำนวน 36,095 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 3,462 ราย ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับจำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่มีประมาณ 500,000 คน จึงจำเป็นต้องให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปเข้ารับวัคซีนเร็วที่สุด โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีโอกาสติดเชื้อสูง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เพื่อลดความรุนแรงและความสูญเสียจากโควิด 19
ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงควรเน้นทำงานที่บ้าน (Work From Home) และเข้มในการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง และล้างมือ โดยเฉพาะในกรณีที่บ้านมีสมาชิกหลายคน รวมทั้งควรกินอาหารปรุงสุก งดกินอาหารร่วมกัน เลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ตนเองและลูกน้อยผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 ไปได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญต้องรีบเข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด
ฉีดวัคซีนเพื่อสังคมไทย สู้โควิด ที่มา กระทรวงสาธารณสุข


