‘น้ำท่วม’ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำต้องพบเจอทุกปี เนื่องจากฝนตกในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถรองรับน้ำได้อย่างเพียงพอ
กรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการน้ำ จึงเร่งมือช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ อาทิ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยการเพิ่มศักยภาพความจุอ่างเก็บน้ำ ขยายพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 50,000 ไร่ สร้างความมั่นคงทางน้ำให้ชาวเพชรบูรณ์ได้มีน้ำไว้อุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง รวมทั้งรองรับปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า กรมชลประทานมีแผนดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจำนวน 11 แห่ง ในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ในเขตจังหวัดเพขรบูรณ์
โดยในปี 2567 วางแผนว่า จะเริ่มการดำเนินการที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น อ.หล่มสัก ก่อน ซึ่งจะทำการติดตั้งฝายพับได้ มีความสูง 1.5 เมตรเพื่อให้อ่างเก็บน้ำสามารถกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 6 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รวมกันเป็น 39 ล้านลูกบาศก์เมตร

“การดำเนินการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของคนในชุมชน และเพื่อจ่ายน้ำประปาให้ชาวบ้านในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองหล่มสัก และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อความจำเป็นใช้ในช่วงหน้าแล้ง” อธิบดีกรมชลประทาน เผย
ส่วนอ่างเก็บน้ำอีก 10 แห่งที่เหลือ จะเริ่มดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาในปีถัดไป ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำก้อ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำชุนใหญ่ อ่างเก็บน้ำท่าพล อ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองเฉลียงลับ อ่างเก็บน้ำคลองลำกง อ่างเก็ลน้ำห้วยเล็ง และอ่างเก็บน้ำห้วยนา
หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งสิ้น รวม 11 แห่ง จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มมากขึ้นถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 50,000 ไร่
ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก ที่มีห้วย คลอง บึงกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดเพชรบูรณ์มีลักษณะภูมิประเทศที่ด้านบนสูงชัน และด้านล่างเป็นแอ่งกระทะ เมื่อมีฝนตกหนักน้ำจะไหลหลากลงแม่น้ำป่าสักและลำน้ำสาขาทันที ทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่เสมอ
ชาวบ้านจังหวัดเพชรบูรณ์ต้องประสบสภาวะน้ำท่วมทุกปี ซึ่งภาวะน้ำท่วมในแต่ละปีจะสังเกตได้จากค่าเฉลี่ยน้ำ ที่มีปริมาณสูงถึง 2,250 ล้าน ลบ.ม. แต่ในขณะเดียวกัน แหล่งที่เก็บกักน้ำสามารถรองรับน้ำได้รวมกันเพียง 200 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เมื่อเทียบกับความต้องการในการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคของคนทั้งจังหวัด ที่มีปริมาณ 800 ล้าน ลบ.ม./ปี
จะเห็นได้ว่าน้ำที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการใช้งานของชาวบ้านในแต่ละปี ยิ่งตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา แนวโน้มความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน เป็นผลพวงมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว
กรมชลประทาน เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ จึงรีบเร่งเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่ และพัฒนาเพิ่มเติมแหล่งน้ำใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่ รวมทั้งช่วยตัดยอดน้ำ หวังบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากที่เกิดขึ้นทุกปี ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“นอกจากจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว เกษตรกรยังสามารถทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ตลอดทั้งปี ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งยังช่วยลดปริมาณน้ำไหลหลากตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำป่าสัก ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนได้อีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
ทั้งหมดนี้ กรมชลประทาน มีเป้าหมายให้ชาวบ้านจังหวัดเพชรบูรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่ได้มีน้ำเพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งอุปโภคและบริโภค เพื่อบรรเทาทุกข์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น


