รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์ เปิดเคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลจิตใจผู้สูงวัยให้มีความสุข ใน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ 

12.07.22 | 09:16 น.

ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนล้วนมี 3 สิ่งที่เหมือนกัน คือ อารมณ์ พฤติกรรม และความคิด เพราะทั้ง 3 สิ่ง ล้วนมีการเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ จึงมาเผย ‘เคล็ด (ไม่) ลับ กับการดูแลใจ ผู้สูงวัย ให้แฮปปี้’ บนเวทีเสวนา ในงาน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ จัดโดยเครือมติชน เพื่อให้ผู้สูงวัยเข้าใจ และรับรู้ถึงพฤติกรรม อารมณ์ และความคิดของตนเอง เพื่อความสุขในการใช้ชีวิต

สำหรับประเภทของผู้สูงอายุนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้จัดกลุ่มของผู้สูงวัย ตามสุขภาวะและรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มติดสังคม เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะโดยรวมที่ยังสามารถเดินทางไปร่วมกิจกรรมนอกบ้านได้ กลุ่มติดบ้าน เป็นกลุ่มที่มีความถดถอย หรือข้อจำกัดบางอย่างด้านสุขภาพ ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเป็นหลัก                และ กลุ่มติดเตียง เป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดหรือสุขภาพมีปัญหา ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงเป็นหลัก

ปัญหาสุขภาพกายของผู้สูงอายุนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าสุขภาพทางใจ ก็ควรได้รับการดูแลด้วยเช่นกัน โดยจากผลการวิจัยในผู้สูงอายุทั่วโลก พบว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงวัยคือ ภาวะซึมเศร้า และภาวะสมองเสื่อม

ภาวะซึมเศร้า ถือเป็นอาการทางจิตที่รู้สึกเศร้ามากกว่าปกติ โดยที่ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องมีอาการเศร้าซึม หรือไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต แต่จะทำให้คุณภาพ การนอนหลับของผู้สูงอายุลดลง อ่อนเพลียง่ายเจ็บปวดตามร่างกายเรื้อรัง สมาธิและความจำเริ่มแย่ลง ซึ่งอาการที่กล่าวมาล้วนเป็นอาการที่แสดงออกในภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ

Advertisement

ในกลุ่มคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า มีภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นอยู่ถึง 50% และเมื่อผู้สูงอายุมีอายุมาก ขึ้นเรื่อยๆ ภาวะที่เกิดขึ้นนี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี หากทำความเข้าใจ และมีอาการ ไม่รุนแรงก็สามารถฟื้นฟูตนเองได้

สำหรับภาวะซึมเศร้า เกิดขึ้นได้จากเมื่อร่างกายมีอายุมากขึ้น การสร้างสารเคมีบางชนิด ในสมองมีไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อไม่ได้ออกไปพบเจอเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เลยทำให้เกิดเป็นภาวะซึมเศร้าทางชีวภาพ กล่าวคือ เกิดขึ้นจากทางร่างกาย ไม่ได้เกิดขึ้นจากทางจิตใจ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น อาทิ มีความคิดในแง่ลบมากขึ้น คิดว่าคุณค่าในตนเองลดลง และเห็นความหวังในชีวิตน้อยลง โดยที่ตนเองก็รู้ตัวเองดีว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ไม่สามารถห้ามตนเองได้ 

นพ.ธิติพันธ์ แนะนำว่า หากผู้สูงอายุมีข้อสงสัยและรู้สึกได้ว่าตนเองมีอาการที่บ่งชี้ว่า เป็นภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า ว่าจำเป็นได้รับการรักษาหรือไม่ สามารถทำแบบทดสอบทางเว็บไซต์ ที่สามารถคัดกรอง และประเมินอาการเบื้องต้นได้ หากทำออกมาแล้วคะแนนสูง ก็สามารถเดินทางไปพบแพทย์ได้ ซึ่งภาวะซึมเศร้าโดยทั่วไป หากอาการไม่รุนแรงมากนัก สามารถฟื้นฟูด้วยตนเองได้ เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวและฟื้นฟูตัวเองได้ดีมากขึ้น 

หากผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองไม่มีพลังงานในการใช้ชีวิต เคล็ดลับสำคัญ คือ อย่าหยุดนิ่ง เพราะเมื่อไหร่ที่ใจไม่มีพลังงานต้องอย่าหยุดนิ่งเฉย พยายามหากิจกรรมที่ช่วยเติมเต็ม ความสดชื่นให้กับร่างกาย ซึ่งแต่ละคนก็มีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป เช่น การปลูกต้นไม้ การร้องคาราโอเกะ การเต้นรำ เพื่อช่วยให้จิตใจได้เติมเต็มความรู้สึกดีๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้น

สำหรับภาวะสมองเสื่อม เกิดขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งในภาวะนี้ จะทำให้ความจำในสมองมีการถดถอยจนส่งผลกระทบในชีวิตประจำวัน เช่น การลืมเปิดแก๊สทิ้งไว้ หรือเริ่มหลงลืมชื่อลูกหลาน หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากปัจจุบันได้มีนวัตกรรมยาที่สามารถกู้คืนสมรรถนะของสมองกลับคืนมาได้ และสามารถชะลอความเสื่อมของสมองได้ เพียงแต่มีข้อจำกัดของยา คือ เป็นยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้ยังไม่มีการใช้แพร่หลายตามโรงพยาบาลต่างๆ ในปัจจุบัน

วิธีที่สามารถช่วย ชะลอหรือยับยั้ง ภาวะสมองเสื่อม คือ ต้องหมั่นใช้สมองมากขึ้น แต่ก็ควรใช้แต่พอควร เพราะหากใช้สมองมากจนเกินไปอาจเป็นเกิดภาวะเครียดให้กับสมองและร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะสมองเสื่อม และเซลล์สมองในร่างกายถูกทำลายมากยิ่งขึ้น  

นพ.ธิติพันธ์ บอกด้วยว่า เคล็ดลับสำคัญ คือ การจัดสมดุลชีวิตให้ดี 3 ด้าน ได้แก่ การเรียนและการทำงาน การคงสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น และการดูแลตนเองขั้นพื้นฐาน หากผู้สูงอายุไม่ลืมดูแลตนเองทั้ง 3 ด้านนี้ จะทำให้รู้สึกมีความสุขในการใช้ชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ อยากให้ทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงพฤติกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเรื่องการถดถอยของร่างกาย เช่น สายตาที่อาจมองเห็นไม่ชัดเจน การได้ยินที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นผู้ดูแลจึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อให้การใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเรื่องที่ง่ายและเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น 

สำหรับบทบาทของกรมสุขภาพจิตนั้น ได้มีสถานพยาบาลกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งในกรุงเทพมหานครมีสถานพยาบาลที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ รวมถึงผู้สูงอายุ ได้แก่ โรงพยาบาลศรีธัญญา สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ทั้ง 2 แห่งนี้ได้ดูแลสุขภาพจิตใจ ทั้งเรื่องอารมณ์และความคิด เพราะฉะนั้นหากผู้สูงอายุท่านใดต้องการ คำปรึกษาและต้องการดูแลสุขภาพสามารถไปพบแพทย์ได้ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพมากขึ้น