การสื่อสารรณรงค์ให้เปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้ความกลัวจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการเมาแล้วห้ามขับขี่ยานพาหนะเทคนิคการ ทำการสื่อสารด้วยเนื้อหาที่แสดงถึงความกลัวเป็นที่นิยมในแคมเปญของการรณรงค์ และบรรดาผู้จัดทำเนื้อหามักจะหยิบมาใช้เป็นสูตรสำเร็จของหลายๆ รูปแบบการสื่อสารในประเทศต่างๆ โดยใช้ภาพและคำบรรยายให้รู้สึกถึงความรุนแรงกระตุ้นให้เกิดความกลัวเพื่อหวังผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างเนื้อหาของการสื่อสารเรื่อง “เมาไม่ขับ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในแง่มุมของการนำเสนอเรื่องราวของผลลัพธ์ ของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น โดยหวังให้ผู้รับสารตระหนักและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งกลับเป็นการกระตุ้นให้เกิดความกลัวแก่ผู้รับสารอาจกลายเป็นการสื่อสารในเชิงลบ ที่อาจก่อให้เกิดผลเสียเชิงอารมณ์และพฤติกรรมของผู้รับสารมากกว่า

ยิ่งเมื่อเปิดข้อมูลสถิติคดีเมาแล้วขับในช่วง 7 วันอันตรายของปี 2565 จากการให้สัมภาษณ์ของ อธิบดีกรมคุมประพฤติ พบว่ามียอดคดีสะสมทั้งสิ้น 5,767 คดี โดยคดีขับรถในขณะเมาสุรา มีทั้งหมด 5,200 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 90.17%
เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ สะสม 6 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2565 พบว่า คดีขับรถขณะเมาสุรา ปี พ.ศ. 2564 มีจำนวน 2,399 คดีกับปี พ.ศ. 2565 มีจำนวน 5,200 คดี เพิ่มขึ้น 2,801 คดี คิดเป็นร้อยละ 53.8 หากเปรียบเทียบสถิติคดีรายวัน (3 ม.ค) ที่เข้าสู่การคุมประพฤติช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2565 มีจำนวน 332 คดีเทียบกับปีที่แล้ว จำนวน 326 คดี พบว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 1.8
สถิติข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันพฤติกรรมเมาแล้วขับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าแคมเปญรณรงค์ต่างๆ จะสื่อสารภาพความรุนแรงของอุบัติเหตุเพื่อมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากแค่ไหนก็ตาม
ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีการปรับบทลงโทษเรื่องของการเมาแล้วขับให้รุนแรงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นยาแรงที่หวังผลในการลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยเนื้อหาหลักเกฎฑ์กฎหมายที่ว่า ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) กำหนดโทษกรณีเมาแล้วขับถ้าทำผิดครั้งแรก จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ทำความผิดครั้งแรก จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000 – 100,000 บาท (ศาลจะลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ) หากเมาแล้วขับแล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุ
ผู้อื่นบาดเจ็บ มีโทษจำคุก 1 – 5 ปี ปรับ 20,000 – 100,000 บาทระงับใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี
ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุก 2 – 6 ปี ปรับ 40,000 – 120,000 บาท ระงับใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี
ผู้อื่นเสียชีวิต มีโทษจำคุก 3 – 10 ปี ปรับ 60,000 – 200,000 บาทพร้อมเพิกถอนใบขับขี่
กฎหมายได้กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ขับขี่อายุไม่เกิน 20 ปี ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ ส่วนคนที่มีอายุเกิน 20 ปี ต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เทียบเท่าประมาณเบียร์ 1 กระป๋องหรือสุราไม่เกิน 3 ฝา หากเกินกว่านี้จะถือว่าเมาสุรา
จากบริบทดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมาแล้วขับหลายๆ ประเทศก็ใช้กฎหมายในการควบคุมเช่นเดียวกับเรา รวมถึงการใช้เนื้อหาในการสร้างความกลัว ด้วยการนำเอาผลลัพธ์ในเรื่องเมาแล้วขับมารณรงค์ เพื่อลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ด้วยเช่นกัน
แต่นอกจากนี้วิธีดังกล่าวข้างต้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครื่องดื่มทางเลือกประเภทแอลกอฮอล์ 0% ก็เป็นอีกทางเลือกของการช่วยแก้ปัญหานี้ อย่างทางไฮเนเก้น 0.0 (ศูนย์จุดศูนย์) เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ก็มีแคมเปญที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมของการรณรงค์เรื่อง “เมาไม่ขับ” เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “ขับไม่เสี่ยง เลี่ยงไม่ดื่ม” หรือ Set Zero to Drink Driving เพื่อสื่อสารให้นักดื่มไทยเข้าใจถึงความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ด้วยการสร้างจิตสำนึก และประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อจะต้องขับขี่ยานพาหนะ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอันเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่จะมาถึงนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสังคมและประชาชน ที่ยั่งยืนต่อไปด้วยเช่นกัน
วิธีการนำเสนอการสร้างจิตสำนึกของโครงการ “ขับไม่เสี่ยง เลี่ยงไม่ดื่ม” เลือกใช้วิธีปรับการสื่อสาร โดยไม่ใช้ความกลัวจากภาพอุบัติเหตุเป็นการสร้างภาพจำเพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หันมาเน้นการสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาผ่านหนังโฆษณา ทางโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ กับความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่สามารถสังสรรค์ร่วมกันได้ แม้บางคนที่ต้องขับรถกลับบ้าน จะสนุกสนานอย่างรับผิดชอบ สังสรรค์อย่างปลอดภัยด้วยการเลือกดื่มไฮเนเก้น 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์
หรืออย่างการสื่อสารชุดล่าสุดทางสื่อ Out of Home หัวเมืองทั่วประเทศเน้นไปตามถนนหลักต่างๆ รวมไปถึงสื่อออนไลน์ ที่ได้นำสัญลักษณ์บอกความเร็วบนหน้าปัดรถยนต์พร้อมเครื่องดื่มไฮเนเก้น 0.0 มาใช้ในการสื่อสาร เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักถึงการขับอย่างปลอดภัย ด้วยเครื่องดื่มที่เป็นทางเลือกแบบ 0% ที่จะช่วยให้คุณสังสรรค์ได้อย่างรับผิดชอบและปลอดภัยเวลาขับขี่ด้วยเช่นกัน
แคมเปญนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งการนำเนื้อหาที่ไม่ต้องใช้ความกลัวมาสร้างจิตสำนึกการรับรู้ให้ทุกคนตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งแม้จะอยู่ในช่วงเทศกาลงานสังสรรค์ก็สามารถสนุกได้ โดยไม่ต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไฮเนเก้น 0.0 (ศูนย์จุดศูนย์)เชื่อมั่นว่าหากทุกคนเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ ต่อตัวเองและสังคมจะเป็นความเข้าใจที่ยั่งยืนและจะส่งผลไปสู่การปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นจะกลายเป็นนิสัย และทำได้ยั่งยืนมากกว่าการทำเพราะความกลัว


