รู้ก่อนก็ป้องกันได้! เปิด 7 ประเด็นสุขภาพของคนไทย ต้องระวังอะไรบ้างในปี 2023

21.01.23 | 00:00 น.

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ปรากฏการณ์ที่เห็นเด่นชัดมากที่สุด คือการที่ประชาชนหันมาตระหนักแล้วว่าเรื่องสุขภาพว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิต เพราะเราทุกคนล้วนไม่อยากเผชิญกับโรคร้าย ที่มาพร้อมความเจ็บปวด ความทรมาน และการสูญเสีย เป็นเหตุให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพใจ และเริ่มย้อนมองตัวเองและคนรอบข้างกันมากขึ้น ว่าเราใส่ใจและดูแลสุขภาพตัวเองกันดีหรือเพียงพอแล้วหรือไม่เพื่อพาคนไทยเข้าให้เข้าใจเรื่องสุขภาพพร้อมรับมือปัญหาได้ดีมากยิ่งขึ้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสุขภาพของคนไทย จึงเปิดเวที “ThaiHealth Watch 2023 : สังคมปรับ ชีวิตเปลี่ยน” ที่ออกมาเผยข้อมูลที่น่าสนใจในเรื่องทิศทางสุขภาพคนไทยในปี 2023 ทั้งในเรื่องที่น่าเป็นห่วงและน่าจับตามอง พร้อมทั้งเผยทางออกของปัญหาด้วยกันถึง 7 ประเด็น จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาอัปเดททำความเข้าใจและตระหนักรู้ร่วมกัน เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ 

  1. ผู้สูงอายุพร้อมแค่ไหน เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุ ในปี 2548 จำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อัตราการเกิดของคนไทย กลับมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย จนมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2576 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูง กล่าวคือมีผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปปริมาณมากกว่า 28% หรือมีอายุ 65 ปี ขึ้นไป มีปริมาณเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ 

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งความท้าทายหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบถึงรายจ่ายครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น มีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มติดบ้านและกลุ่มติดเตียงจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ปี 2565  คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2570 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง 200,000 คนและกลุ่มติดบ้าน 350,000 คน และในปี 2585 ไทยจะมีผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง 370,000 คนและกลุ่มติดบ้านถึง 620,000 คน จากผลวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะสังคมผู้สูงวัย ในด้านค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น จึงนับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต 

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับผลการวิจัย ‘ดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ’ โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงเดือนกันยายน ปี 2565 ที่ชี้ให้เห็นชัดถึงพฤติกรรมและความพร้อมด้านการเงินของคนไทยต่ำกว่า 40% ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาค่าใช้จ่ายไม่เพียงต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

Advertisement

ยังไม่รวมไปถึงจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไม่มีบุตรหลายหรือคนใกล้ชิดช่วยดูแล ปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของการสนับสนุนโครงการ ‘ธนาคารเวลา’ ที่ สสส. ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนดูแลซึ่งกันละกัน ด้วยการแลกเปลี่ยนทักษะ ประสบการณ์ บริการขั้นพื้นฐาน และสะสมเวลา นำมาใช้เมื่อยามต้องการ โดยยึดหลักคิดที่ว่าทุกคนมีเวลาเท่าเทียมกัน นําไปสู่การสร้างเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ยังทำหลักสูตรเรียนรู้ออนไลน์ เกษียณคลาส ภายใต้แนวคิด ‘บทเรียนสำหรับวัยเกษียณที่จะเปลี่ยนชีวิตให้แฮปปี้’ ที่ครอบคลุมเนื้อหาครบทุกด้าน ตั้งแต่การใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพกายและใจ การกินอาหาร การออกกำลังกาย การเงิน กฎหมาย เทคโนโลยี หลักธรรมในการดำเนินชีวิต รวมถึงงานอดิเรกอื่นๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณได้อย่างมีความสุข 

  1. ภาวะหมดไฟที่ลุกลาม รับมืออย่างไรให้สุขทั้งองค์กรและคนทำงาน

‘ภาวะหมดไฟ’ เกิดขึ้นจากความเครียดเรื้อรัง และความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนไม่มีความสุข เศร้าหดหู่ ไม่อยากทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิผลของงานที่ลดลงตามไปด้วย และยิ่งทวีคูณมากขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเกิดจากการปรับรูปการทำงานและปัจจัยอื่นๆ จนส่งผลให้สมดุลชีวิตการทำงานเริ่มจางหายไปในที่สุด

จากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. จึงนำกรอบแนวทาง สุขภาวะในที่ทำงานให้ดีต่อใจ ขององค์การอนามัยโลก มาขับเคลื่อนแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิตจัดทำโปรแกรมสร้างสุขด้วยสติในองค์กร หรือ เอ็มไอโอ (MIO) ขึ้นเพื่อเป็นการสร้างสติที่เน้นหลักจิตวิทยา และส่งเสริมให้เกิดสุขภาพจิตที่ดี มีความสุขในการทำงาน และเน้นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ฝึกให้คนมีสภาวะจิตที่สูง และนำไปปรับใช้ในองค์กรและในชีวิตประจำวันได้

ในท้ายที่สุดหากไม่อยากเผชิญกับภาวะหมดไฟ คนวัยทำงานควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น และหากเริ่มรู้สึกอึดอัด หดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งรอบตัว รู้สึกทุกข์ทรมานกับการทำงานหรือการใช้ชีวิต และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น แนะนำให้ลองปรึกษาแพทย์สุขภาพจิตโดยตรง เพื่อเป็นการหาทางออกที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. ลองโควิด เมื่อไวรัสตัวร้ายจากไป แต่ทิ้งบางสิ่งไว้เป็นของฝาก

ปัจจุบันแม้สถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นโรคท้องถิ่น แต่ภาวะ ‘ลองโควิด’ อาการผิดปกติทางร่างกายและจิตใจที่หลงเหลืออยู่หลังจากการติดเชื้อยังคงอยู่ ซึ่งมีลักษณะของอาการแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

อาการทางระบบประสาท อ่อนเพลียง่ายและรุนแรงกว่าปกติ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ความจำและสมาธิสั้นลง สูญเสียหรือรู้สึกถึงการรับกลิ่นและรสชาติที่น้อยลง

อาการทางร่างกาย ไม่สบายตัว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตาแห้ง ปากแห้ง ผมร่วง ปวดหู หูอื้อ มีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องร่วง เบื่ออาหาร

อาการทางจิตใจ ภาวะเครียดและวิตกกังวลง่าย หรือมากขึ้นกว่าปกติ มีภาวะซึมเศร้า 

สำหรับการฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่มีภาวะลองโควิด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำข้อปฏิบัติเบื้องต้นไว้ คือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายครบ 5 หมู่, พักผ่อนให้เพียงพอ,  หลีกเลี่ยงคาเฟอีน อาหารมื้อดึก เครื่องแอลกอฮอล์และบุหรี่ และดียิ่งขึ้น เมื่อฝึกพัฒนากล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ด้วยการฝึกหายใจเข้า-ออก ครั้งละ 5 วินาที ประมาณ 10 ครั้ง/รอบ ทำซ้ำ 3 – 5 รอบ รวมถึงยืดเหยียดร่างกายเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่กล้ามเนื้อ และออกกำลังกายประเภทแอโรบิกหรือคาร์ดิโอ วันละ 30 – 60 นาที 3 – 5 วัน/สัปดาห์ และที่สำคัญหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่เกิด อาทิ มีไข้ ไอต่อเนื่อง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หากรู้สึกว่าอาการแย่ลง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาอาการและรักษาได้อย่างตรงจุด 

  1. มิติใหม่แห่งการสร้างเสริมสุขภาพคนไทย เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน ส่งผลให้การวินิจฉัยและการรักษาโรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบการบริการด้านสุขภาพที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง อาทิ การเข้ารับบริการด้านส่งเสริมสุขภาพทางออนไลน์ การสร้างชุมชนเสมือนจริงในการเชื่อมต่อผู้ใช้งานเข้ากับระบบบริการสุขภาพ ผ่านร่างอวตารเพื่อให้สามารถวินิจฉัยหรือพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น 

สำหรับบริบทของประเทศไทย  ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนําเทคโนโลยีรูปในแบบเมตาเวิร์สเข้ามาใช้สร้างประสบการณ์ เพื่อสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพให้แก่ประชาชนคนไทย จึงกำเนิดโครงการ ME Verse ที่นำเอาเกมมาประยุกต์ใช้สอดแทรกความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในทางที่ถูกต้อง ผ่าน 4 แพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง Decentralalnd, Roblox, Spatial และ Zepeto 

รวมถึงการต่อยอด Persona Health สื่อเฉพาะคุณ ระบบคลังข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคลที่มีการรวบรวมชุดความรู้ คู่มือ และสื่อรณรงค์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่าย กว่า 10,000 ชิ้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความแตกต่างในแต่ละบุคคล อาทิ เพศ อายุ ความสนใจ โรคภัยไข้เจ็บ และวิเคราะห์ความเสี่ยงของสุขภาพตนเองในเบื้องต้นได้ 

ถือเป็นความพยายามสร้างเสริมสุขภาพรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสมกับความต้องการและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลเอง จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัวตนเองได้

  1. ปลดล็อกความเข้าใจ ในวันที่ไทยปลดล็อกกัญชา

หลังจากปลดล็อกกัญชาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้กัญชากลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทยในทันที เห็นได้จากการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นที่หลากหลาย มีการคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีแรก ตลาดกัญชา-กัญชงจะขยายตัวสูงขึ้นจากความต้องการซื้อทั่วโลก โดยประเทศไทยจะเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจได้กว่าห้าหมื่นล้านบาท แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลร้ายจากการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริโภคกัญชาของประชาชน เห็นได้จากตัวอย่างข่าวที่บริโภคกัญชาในวิธีการและปริมาณที่เกินขนาดจนอาจทำให้เสียชีวิตได้

เมื่อความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น ผู้บริโภคจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กัญชาด้วยความเข้าใจ รู้จักและใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากกัญชาเป็นสมุนไพรมีประโยชน์ทางการแพทย์ รักษา 6 โรค/ภาวะอาการ อาทิ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด ภาวะปวดประสาท ภาวะเบื่ออาหาร ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง โรคลมชัก และมีประโยชน์ใช้บรรเทา 4กลุ่มโรค/ภาวะ หากใช้อย่างถูกต้องตามคำสั่งแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวลทั่วไป และโรคปลอกประสาทอักเสบ 

เพื่อให้เข้าใจถึงวัตุประสงค์และการนำไปใช้อย่างถูกต้อง สสส. จึงร่วมมือกับศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย สร้างความเข้มแข็งและกลไกเฝ้าระวัง และจัดการปัญหาระบบยาในพื้นที่ จัดการความรู้และเตือนภัยสังคมเร่งจับตาการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง โดยร่วมกับชมรมเภสัชชนบท เพื่อทำงานเชิงรุกเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการใช้กัญชาแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด 

  1. บุหรี่ไฟฟ้า ภัยซ่อนเร้น ต้นเหตุจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ปัจจุบันเยาวชนไทยเริ่มมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ผลสำรวจของ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์การอนามัยโลก พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กนักเรียนไทย อายุ 13-15 ปี เพิ่มขึ้น จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 8.1% ในปี 2564 และสำนักงานสถิติแห่งชาติยังสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มเด็กและเยาวชน คือ เป้าหมายสำคัญของบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น 

แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำ ที่ประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้อันตรายจากการสูบลดลง สมาคมโรคหัวใจ สหรัฐอเมริกา (American Heart Association) พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถึง 1.8 เท่า และทำให้ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพิ่มขึ้น 49% โรคหอบหืดเพิ่มขึ้น 39%

เนื่องจากไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินที่เป็นสารเสพติดตัวเดียวกันกับที่มีในบุหรี่มวน นอกจากนั้นยังมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ สารโพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นส่วนประกอบในสารทำให้เกิดอาการไอ และกลีเซอรีน (Glycerin) เป็นสารเพิ่มความชื้นผสมรวมกับสารโพรไพลีนไกลคอล หากสูดดมอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองปอด และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอาการหอบหืดได้

เพื่อแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เกิดขึ้นจากการผลักดันของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยการสนับสนุนของ สสส. และภาคีเครือข่าย ส่งเสริมให้เด็กไทยห่างไกลบุหรี่ได้ต้องเริ่มที่โรงเรียน โดยการขับเคลื่อนงานโรงเรียนปลอดบุหรี่มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

  1. สานพลัง คือ ทางออก เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลายภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการทั่วทุกมุมโลกต่างต้องเผชิญกับภัยพิบัติและอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนแทบทั้งบนโลกต้องสูดอากาศที่มีมลพิษ รวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก และไนโตรเจนไดออกไซด์ในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพเข้าไป ซึ่งอาจนำไปสู่สาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมอง และปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพจิต 

ผลกระทบเหล่านี้เป็นแรงกระตุ้นให้นานาประเทศต่างปรับตัวและหันมาขับเคลื่อนประเทศด้วยการลด ละ เลิกการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะทำให้ได้ภายในปี 2608

ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ในฐานกลุ่มประเทศแรกๆ ที่เห็นถึงความสำคัญของประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาครัฐ ที่เป็นภาคส่วนสำคัญด้านการมีบทบาทกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแล และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม แต่การป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา สสส. ได้สนับสนุนโครงการ พลเมืองตื่นรู้ กอบกู้วิกฤติโลกร้อน หรือ TCJA ที่เกิดจากความร่วมของ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย), ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า, มูลนิธิอันดามัน และนักวิชาการอิสระ 

เป้าหมายหลักของโครงการ ‘TCJA’ คือ การขับเคลื่อนและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติความยั่งยืนและเป็นธรรมโดยอาศัยฐานชุมชนและประชาสังคมเพื่อให้เกิดเครือข่ายของผู้ที่สนใจอยากขับเคลื่อนและตระหนักในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างกว้างขวาง รวมถึงดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความยั่งยืนและเป็นธรรมทางนิเวศและสังคมอีกด้วย

ปัญหาเหล่านี้จะสามารถยุติและจบลงไปในไม่ช้า หากทุกฝ่าย นั่นหมายถึง ภาครัฐ เอกชน สังคม และประชาชน ร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวสู่ทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจประเด็นสุขภาพที่น่าจับตามองในปี 2023 จากโครงการ ThaiHealth Watch 2023 : สังคมปรับ ชีวิตเปลี่ยน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในสังคมอย่างเข้าใจและเท่าทัน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3VJt5Q0