เปิดวิสัยทัศน์ ‘สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์’ กับทิศทางเทศบาลยุคใหม่ เร่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

24.04.23 | 08:30 น.

วิสัยทัศน์ “สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” กับทิศทางเทศบาลยุคใหม่ เร่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

“ถ้าเมืองเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนเช่นเดียวกับการเปลี่ยนเมือง ถ้าเราเปลี่ยนเมืองได้เมื่อไหร่ เราก็เปลี่ยนประเทศได้”

หลายปีมานี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นผลให้เกิดการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดการปกครองท้องถิ่น เพื่อปลดล็อกให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการพัฒนาท้องถิ่นอยู่ในมือประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาคู่กันก็คือความหมายของการกระจายอำนาจว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร มีขอบเขตครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน

ข้อถกเถียงเหล่านี้ จึงต้องย้อนกลับไปถามผู้ที่คลุกคลีกับการปกครองส่วนท้องถิ่นมาอย่างยาวนานและถือเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเรียกร้องให้มี ‘การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น’ นั่นคือ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) และผู้ที่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คงมีชื่อของ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ และนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย อย่างแน่นอน

ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ มองเห็นถึงบริบทความแตกต่างของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีทั้งเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ซึ่งเกิดข้อได้เปรียบเปรียบเสียเปรียบเรื่องของรายได้ งบประมาณ รวมถึงการพัฒนาที่ไม่ทัดเทียม จึงถือเจตนารมณ์แรกที่ตั้งใจไว้ว่า จะทำอย่างไรให้สมาชิก 2,385 แห่ง เกิดความรักสมัครสมานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และนั่นทำให้เกิดนโยบาย ‘เราต้องเดินก้าวไปพร้อมกัน’ ด้วยแนวคิด ‘เราจะไม่ทอดทิ้งเทศบาลใดเทศบาลหนึ่ง ไว้ข้างหลัง’

Advertisement

หนึ่งในภารกิจที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ นอกจากการส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านการสนับสนุนให้ผู้บริหารท้องถิ่นเข้ารับการอบรมหลักสูตรนายกเทศมนตรียุคใหม่แล้ว การเสนอแก้ไขกฎหมายในหมวดที่ 14 ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นอีกบทบาทสำคัญที่สมาคมฯ ทำมาโดยตลอด และจะทำไปอย่างต่อเนื่องจนมีกฎหมายที่เป็นธรรมกับท้องถิ่น

เหตุผลหลักเรื่องการผลักดันเรื่องนี้ คือ อำนาจการบริหารจัดการท้องถิ่นตามกฎหมายในปัจจุบันนั้นมีน้อยมาก ทั้งยังระบุไว้กว้างๆ ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เมื่อเทียบรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และการออกพระราชบัญญัติในปี 2542 ที่ระบุให้ ส.ท.ท. มีอิสระในการกำหนดนโยบาย การปกครอง การบริหารงาน เงินและบุคลากรของตน ทำให้วันนี้ ส.ท.ท. ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ลงนามผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้ท้องถิ่นจัดหารายได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 

“หากแก้ไขสำเร็จ เราจะมีกฎหมายรองรับสิ่งต่างๆ ที่จะมีผลต่อการบริหารจัดการและการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเรื่องการบริหารบุคคลที่ท้องถิ่นสามารถคัดเลือกคนในพื้นที่มาเป็นผู้ปฏิบัติงาน เพราะเป็นผู้รู้ถึงปัญหา รู้ความเดือดร้อน รู้ความต้องการ และรู้ทั้งโอกาสที่จะนำพาท้องถิ่นสู่ความเจริญได้เป็นอย่างดี”

โฟกัสภารกิจพื้นที่เพื่อเปลี่ยนเมืองที่ดีกว่า

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ยิ่งเห็นแสงประกายที่ชัดขึ้น แต่ภารกิจการพัฒนาท้องถิ่นเป็นหัวใจหลักที่แต่ละแห่งต้องมองคนละมุมกัน ‘สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์’ ให้เหตุผลว่า สภาพสังคมแต่ละเทศบาลมีความแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีภารกิจหลักที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเทศบาลหลายแห่งมีความเจริญด้านหนึ่งแล้วก็จะหันโฟกัสไปอีกเรื่องแทน แต่อันดับแรกๆ ที่ทุกแห่งมักมีมุมมองที่คล้ายกันคือ การเน้นที่โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาแกนหลักเหล่านี้ยังเป็นเรื่องสำคัญเป็นลำดับแรกๆ

สิ่งที่คาดหวังหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายการจัดการด้านรายได้ของท้องถิ่นที่ดีกว่า เพราะหากเปรียบแล้ว องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นเหมือนพีระมิดที่ฐานรากของประเทศ ถ้าหากฐานรากของประเทศเข้มแข็ง รัฐบาลก็จะเข้มแข็งตาม ท้องถิ่นยังใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน จึงอยากให้ฟังเสียงเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริการส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้มากขึ้น เพื่อนำไปเป็นนโยบายเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ 

“ถ้าเมืองเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเมือง ถ้าเราเปลี่ยนเมืองได้เมื่อไหร่ เราก็เปลี่ยนประเทศได้”

นายก ส.ท.ท. ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน สมาคมฯ ไม่เพียงมีแนวทางการพัฒนาในแนวเดียวเท่านั้น แต่มีการหารือกับสถาบันการศึกษาเพื่อหาลู่ทางการหารายได้ การศึกษา กฎหมาย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์กรท้องถิ่นต่อไป

มากกว่านั้น ช่วงเกิดเหตุการณ์หรือการต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตต่างๆ เทศบาลล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินแก้ไขหรือขับเคลื่อนไปสู่หนทางที่ดีกว่า เห็นได้ชัดช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากเทศบาลที่ร่วมกับอาสาสมัคร และประชาชน เผชิญหน้าจนสามารถฝ่าวิกฤตมาได้

เมืองเปลี่ยน ประเทศย่อมเปลี่ยน

ทันทีที่เข้ารับภารกิจในฐานะนายกสมาคมฯ อันดับแรกที่เดินหน้าอย่างจริงจัง คือ การขอแก้ไขระเบียบคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ. 2564 โดย ‘นายก ส.ท.ท.’ เล่าว่า ย้อนก่อนเกิดระเบียบนี้ ทุกเทศบาลมีอิสระที่จะจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน เพื่อเป็นตัวแทนและกระจายการดูแลประชาชนแต่ละเขตชุมชน เหมือนกับการนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของเทศบาลไปประชาสัมพันธ์ กลับกันยังเป็นเวทีรับฟังความเดือดร้อน ปัญหาต่างๆ ของแต่ละชุมชนส่งต่อมายังเทศบาล 

แต่เมื่อมีระเบียบ คณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ. 2564 กลับระบุไว้ชัดว่า เทศบาลใดที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในเขตเทศบาลนั้น ไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนได้ ให้ไปใช้คณะกรรมการของหมู่บ้านแทน ซึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการทำงาน แต่การขอแก้ไขเริ่มจากในยุค ‘นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ’ ซึ่งในขั้นตอนการรอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา รวมถึงให้มีค่าตอบแทนกับคณะกรรมการชุมชนอีกด้วย

“คณะกรรมการชุมชน ช่วยงานเทศบาลเยอะมาก แต่ไม่มีค่าตอบแทน ระเบียบตัวใหม่ที่เราขอแก้ ขอให้มีค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการชุมชนด้วย โดยจ่ายจากรายได้ของเทศบาล จ่ายจากงบประมาณของเทศบาลในเดือนที่มีการจัดประชุมของคณะกรรมการชุมชน อีกส่วนหนึ่งคือการพัฒนาองค์ความรู้ เติมอาวุธทางปัญญาให้กับสมาชิก” 

เมื่อเร็วๆ นี้ ส.ท.ท. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA และ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี จัดอบรมเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่สมาชิก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ขณะทำงานหรือประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชนที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอีกด้วย

ส่วนเรื่องค่าตอบแทนของผู้บริหารเทศบาล สมาชิก หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ยังยึดระเบียบปี 2554 อยู่ ซึ่งผ่านมา 12 ปี แล้ว เลยมีการขอปรับปรุงแก้ไขโดยการส่งเรื่องให้ทางกรม กระทรวง และรัฐมนตรี เพื่อผลักดันเรื่องนี้ และก็มีการซอยในหมวดของรายได้ เพราะรายได้เดิมช่องห่างของรายได้ที่จะมาใช้คำนวณค่าตอบแทนต่างๆ ให้แคบลงเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริหารมีความใส่ใจในการพัฒนารายได้เพิ่มขึ้น สำหรับข้าราชการพนักงานเทศบาล มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ ค่าตอบแทนเงินเดือนต่างๆ เมื่อปี 2559 ส่วนข้าราชการพนักงานเทศบาลจะมีการปรับขึ้นถัวเฉลี่ยปีละ 6% ทุกๆ ปี 

“ที่บอกว่าเมืองเปลี่ยนประเทศย่อมเปลี่ยน ต้องเกิดขึ้นจากท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศย่อมเข้มแข็ง เชื่อว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ท้องถิ่นสมบูรณ์ ประชาชนไม่เดือดร้อน ท้องถิ่นและประเทศต้องก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน” นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ปิดท้าย