‘นิด้า’ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับนักวิชาการระดับนานาชาติ ชูแนวคิด ‘พรมแดนใหม่ของการพัฒนาที่ยั่งยืน’

24.08.23 | 10:07 น.

เมื่อ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เชื่อมั่นว่าหน้าที่ของ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ไม่ใช่หน้าที่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีความร่วมมือระหว่างคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นหลัง จึงได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ 2nd NIC-NIDA Conference, 2023 ภายใต้แนวคิด ‘New Frontiers of Sustainable Development through Designing and Implementing Re-globalization’ เพื่อให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นในภาคธุรกิจ สังคม และประเทศชาติให้สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้น

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานนี้ ได้รับเกียรติจากองค์ปาฐก 4 ท่าน ได้แก่ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการองค์กรการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD), Prof. Jia Yu จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน, Prof. Muhammad Yunus Nobel Peace Prize Laureate (2006), Bangladesh และ Prof. Benjamin William Cashore Institute for Environment and Sustainability, National University of Singapore, Singapore ขึ้นปาฐกถาพิเศษภายในงาน

ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์
ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์

เริ่มด้วย ดร. ศุภชัย ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน และผลกระทบจากโลกาภิวัตน์  โดยได้กล่าวว่า UN มีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อจะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ไม่มีเสียง (voice for the voiceless) โลกาภิวัตน์มีทั้งผลกระทบด้านดีและด้านลบ​ แต่ไม่ควรนำผลด้านลบมาหักล้างกับผลดีที่เกิดขึ้น สำหรับผลกระทบด้านลบคือ การชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขาดธรรมาภิบาลของเศรษฐกิจโลกและความเหลื่อมล้ำ

ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความกังวลในบทบาทของ AI ที่จะควบคุมโลก  และปัญหาเรื่องรัฐภูมิศาสตร์ (geopolitics) ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่อยากนำเสนอเพื่อหาทางออกในเรื่องโลกาภิวัตน์ คือ การปรับโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ (re-globalization) ที่มีการสร้างสมดุลระหว่าง localization และ globalization

“ในฐานะนักวิชาการเราพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงให้กับคนไร้เสียง และมุ่งมั่นทำงานเพื่อคนด้อยโอกาส แม้ว่าจะเป็นงานที่ท้าทายแต่จำเป็นต้องขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นร่วมกัน”

Advertisement
Prof. Jia Yu  
Prof. Jia Yu

ด้าน Prof. Jia Yu  ได้พูดถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียมีค่าเฉลี่ยที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP โลก  โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จหลายประการ  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 200 ประเทศ มีเพียงสามประเทศเท่านั้นที่เปลี่ยนจากประเทศที่มีรายได้น้อยเป็นประเทศที่รายได้สูง คือ ไต้หวัน จีน และเกาหลีใต้

ตัวแบบการปรับโครงสร้างใหม่ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศเหล่านี้สามารถใช้กับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้ นั่นก็คือ การนำสิ่งที่ประเทศสามารถทำได้ดีและสร้างให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยรัฐบาลจะต้องมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกเพื่อลดกฎเกณฑ์ต่างๆ และเพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ร่วมมือกับภาคเอกชน 

สำหรับแนวทางในอนาคต การปรับแนวทางโลกาภิวัตน์ คือการเปิดให้ประเทศต่าง ๆ ได้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  นวัตกรรม รวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เผชิญหน้าร่วมกัน  และได้ยกตัวอย่างนโยบายของจีน​ Dual Circulation Strategy ที่เน้นตลาดภายใน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสสำหรับตลาดในต่างประเทศด้วย”

Prof. Muhammad Yunus
Prof. Muhammad Yunus

ขณะที่ Prof. Muhammad Yunus ก็ให้ความสำคัญปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งระบุว่า กลไกทางเศรษฐกิจในปัจจุบันดำเนินไปอย่างโหดร้าย ทำให้เกิดความเติบโตอย่างมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่คน หากรวบรวมความมั่งคั่งของคนทั้งโลกก็มีเพียง 5% แต่ประชากรที่เหลืออยู่นั้นต้องแบกรับความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนี่คือสถานการณ์ที่จะเป็นระเบิดเวลาและสร้างความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
“สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การว่างงานที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น Chat GPT ส่งผลต่อการจ้างงานของมนุษย์ คำถามคือ เรารู้จักปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ดีพอหรือไม่ อย่าถามว่าถ้าไม่มีจะเป็นอย่างไร แต่ให้ถามถึงทิศทางที่จะเกิดกับมนุษย์ในอนาคต

“ปัจจุบันมนุษย์ฉลาดจนสร้างเครื่องมือที่มีความฉลาดอย่างมากขึ้นมา เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่และการทำงานของมนุษย์สบายขึ้น แต่เมื่อ AI ถูกสร้างให้เรียนรู้ ก็จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนมีความคิดเป็นของตัวเองและฉลาดกว่ามนุษย์ ซึ่งความจริงแล้ว AI จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ใช้ เพื่อลดการทำงานที่ไม่จำเป็นลงและใช้ความคิดมากขึ้น รวมถึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมา แต่หากสร้างให้ AI ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการแทรกแซงจากมนุษย์ ต่อไป AI ก็จะเริ่มเป็นนายเรานั่นเอง”

และเมื่อโลกในยุคนี้มุ่งเน้นแต่กำไร ทั้งยังเต็มไปด้วยขยะและภาวะโลกร้อน รวมถึงการที่มนุษย์ตกงานเพราะปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ถึงเวลาแล้วต้องร่วมกันออกแบบโลกใบใหม่ สร้างธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนและไม่สร้างปัญหาให้คนรุ่นต่อไป ในอนาคตเราสามารถสร้าง 3-Zero Club สร้างโลกที่เป็นสามศูนย์ ได้แก่ Zero net carbon emission, Zero wealth concentration for ending poverty และ Zero unemployment by unleashing entrepreneurship in all

“สุดท้ายแล้วก็ต้องให้สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจ ภาครัฐ และภาคเอกชน สร้างนโยบายที่ลดความโลภ ลดการสร้างผลประโยชน์และกำไรที่มากเกินไป เราต้องสร้างคุณค่าของมนุษย์ ทบทวนบทบาทของเราเสียใหม่ สร้างวิถีใหม่แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการสร้างโลกที่เป็นสามศูนย์ให้ได้” Prof. Muhammad Yunus เน้นย้ำ

Prof. Benjamin William Cashore
Prof. Benjamin William Cashore

ขณะเดียวกัน Prof. Benjamin ยังพูดถึงประเด็นโต้แย้งมากมายเกี่ยวกับนโยบายการลดโลกร้อน โดยบอกว่า เมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอาจช่วยให้คนมีชีวิตดีขึ้น แต่ก็ทำให้คนคำนึงถึงสภาวะโลกร้อนน้อยลง ดังนั้น การพยายามลดโลกร้อนของหลายประเทศ ต่างก็เป็นไปในรูปแบบของการแก่งแย่งกำไรเพื่อสนับสนุนการเติบโต ซึ่งมีข้อมูล 2 ประเด็นสำคัญ คือ

1) การลดความยากจนเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลข GDP กับการเติบโตความยากจนของประชากรมีความสัมพันธ์ในเชิงบวก เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อตัวเลข GDP สูงขึ้นความยากจนก็ลดลง

2) สภาวะโลกร้อนและการที่สิ่งมีชีวิตใต้น้ำ รวมถึงสิ่งมีชีวิตบนบกเริ่มสูญพันธุ์ ในทุกปีอากาศจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ และการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ แต่ในทางกลับกันการตัดไม้ทำลายป่าก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหานี้เช่นกัน กล่าวคือ ปริมาณต้นไม้ลดลงแต่มีปริมาณคาร์บอนมากขึ้น และนี่อาจเป็นหลักฐานสำคัญว่าเป็นการกระทำโดยฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ไฟไหม้ป่ารุนแรงที่ส่งผลต่อชีวิต แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้

“ปัจจุบันมีข้อตกลงที่หลายประเทศเห็นด้วยในแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน แต่จะหาทางแก้ไขอย่างไร เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่เห็นการตัดไม้ทำลายป่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้โลกร้อนมากขึ้น และจะลดปัญหานี้ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน

“ฉะนั้นแล้ว เราต้องแยกแยะเป้าหมายให้ชัดเจน ต้องมองว่าประเด็นสภาวะอากาศและการตัดไม้ทำลายป่า เป็นปัญหาที่เลวร้ายที่สุด ต่อมาให้มุ่งเน้นการสร้างนโยบายจากด้านล่างสู่ด้านบน และท้ายที่สุดต้องมีนโยบายจากบนสู่ล่าง เพื่อมาช่วยสนับสนุนนโยบายในด้านอื่นๆ ต่อไป” Prof. Benjamin เผย