ย้อนกลับไปหลาย 10 ปีที่แล้ว ภาคอุตสาหกรรมประมงทะเลในประเทศไทยถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของประเทศ ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากและไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทันต่อความต้องการ
“กรมประมง” หนึ่งในหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพให้เกษตรกรไทยให้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน ได้มุ่งมั่นดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในผลงานวิจัย เพื่อพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สามารถจำหน่ายได้ราคาสูง เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาดนำ มาสู่การสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรชาวประมง
อย่างไรก็ตาม นอกจากอุตสาหกรรมประมงที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอุตสาหกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับต่างๆ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น กรมประมงผลักดัน กะพงทอง ปลิงทะเล ปูทะเล เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ให้เป็นวัตถุดิบคุณภาพสำหรับนำไปประกอบเป็นอาหารในเมนูที่หลากหลาย ทั้งนี้ ตั้งเป้าเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมผลักดันเข้าสู่ตลาดต่อไปในอนาคต
เนื้อแน่น รสชาติดี ขายได้ราคา มีคุณค่าทางโภชนาการ

ปลากะพงทอง หรือ อังเกย เป็นปลาที่พบได้ในทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณภูเก็ต กระบี่ และพังงา
มีลักษณะเด่นที่ลำตัวสีเหลืองทองมีจุดสีดำใหญ่บริเวณลำตัว
ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต (ศพช.ภูเก็ต) สามารถเพาะพันธุ์ปลากะพงทองได้สำเร็จ และมีการผลิตลูกพันธุ์ออกจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาตัวละ 20 บาท เลี้ยงได้ทั้งในกระชังบริเวณชายฝั่งทะเลและในบ่อดิน โดยให้กินปลาสดหรืออาหารเม็ด วันละ 1 – 2 มื้อ ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง ประมาณ 10 – 12 เดือน สามารถทยอยจับขายได้ ปลากะพงทองมีโปรตีนและกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 สูง อีกทั้งมีเนื้อที่แน่น รสชาติดี ทำเมนูไหนก็อร่อย โดยเฉพาะนึ่งซีอิ๊ว ต้มยำ แกงส้ม และซาซิมิ ฯลฯ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้ง ราคายังค่อนข้างสูง เฉลี่ยราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 – 250 บาท ปัจจุบันกรมประมงได้มีการตั้งจุดสาธิตการเลี้ยงปลากะพงทอง และจัดฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงปลากะพงทอง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรได้นำความรู้ไปปรับใช้ในการเพาะเลี้ยงปลากะพงทองและ
ปลิงขาวเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
หน้าตาธรรมดา แต่สรรพคุณไม่ธรรมดา แถมขายได้ราคาดี

ปลิงขาว ปลิงทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีนและคอลลาเจน คนจึงนิยมนำมาบริโภค และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาและอาหารเสริม ราคาขายปลิงสด กิโลกรัมละ 250 – 500 บาท ส่วนแบบตากแห้งจะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,500 – 5,000 บาท ปลิงชนิดนี้ พบอาศัยอยู่หน้าดินบริเวณแนวชายฝั่งทะเล ประเทศไทยพบมากในแนวหญ้าทะเลชายฝั่งทะเลอันดามันแถวพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ทั้งนี้ ปลิงทะเล มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของท้องทะเล เพราะทำหน้าที่ช่วยลดสารอินทรีย์ในระบบห่วงโซ่อาหาร โดยปลิงทะเลจะใช้หนวดจับตะกอนดินที่มีสารอินทรีย์ปะปนอยู่เข้าสู่ทางเดินอาหารแล้วดูดซับสารอินทรีย์ไว้ หลังจากนั้นจึงขับถ่ายออกมาเป็นตะกอนดินที่สะอาด ซึ่งช่วยลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ จึงได้ดำเนินการเพาะพันธุ์ “ปลิงขาว” โดยสามารถผลิตลูกพันธุ์ปลิงขาวได้สำเร็จและมีแผนปล่อยลูกปลิงขาวคืนสู่ธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการจำหน่ายลูกพันธุ์ให้เกษตรกร โดยผลิตขนาด 2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการนำไปเลี้ยงต่อในบ่อดิน และจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาตัวละ 5 บาท โดยใช้ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 12 เดือน จะได้ขนาด 300 – 500 กรัม ซึ่งเป็นขนาดที่เป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อจับขึ้นจำหน่ายให้กับร้านอาหารหรือโรงแรมได้
เลี้ยงง่าย เนื้อแน่น รสชาติดี ตลาดต้องการสูง

ปูขาว หรือ ปูทองหลาง ปูทะเลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีปู” ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยลักษณะเด่น คือ ตัวใหญ่ ก้ามโต เนื้อแน่น รสชาติหวานมัน ไม่มีกลิ่นโคลน สามารถนำไปแปรรูปเป็นเมนูได้หลากหลาย อาทิ ปูนึ่ง ปูผัดผงกะหรี่ หลนปู ฯลฯ ส่งผลให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยราคาขายปูไข่ในตลาดขนาด 300 – 500 กรัม ราคา 500 – 800 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนปูเนื้อขนาด 400 – 700 กรัม ราคา 300 – 600 บาท ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายสูง บวกกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภค ทำให้ปูทะเลถูกจับขึ้นมาเป็นจำนวนมากธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทัน
กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวจึงมอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ปูทะเล และปล่อยคืนสู่ท้องทะเลเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงปูทะเล ด้วยจุดเด่นของการเลี้ยงปูทะเลที่ต้นทุนไม่สูงมาก ขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 70-90 วัน สามารถจับขายได้ ปัจจุบัน กรมประมงได้ผลักดันให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ร้าง หรือ บ่อปลา/บ่อกุ้งร้าง หันมาทำเป็นบ่อเลี้ยงปูทะเล เพื่อยกระดับรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ทั้งระดับครัวเรือนและชุมชน อีกทั้ง ยังมีส่วนในการขยายมูลค่าการค้าปูทะเลของไทยให้เพิ่มสูงขึ้น
กรมประมง ไม่เพียงส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำหรับทดแทนการจับจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร ด้วยการผลิตสินค้าประมงคุณภาพตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เน้นส่งเสริมให้ภาครัฐใช้หลักการตลาดนำการผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรไทย


