แม้ว่าระยะฉุกเฉินของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ไวรัสยังคงแพร่กระจายและเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือตั้งครรภ์ ซึ่งหลายคนได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กันไปก่อนหน้านี้แล้ว ทว่ามีข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงและการเสียชีวิตเกิดขึ้นอยู่บ้างหลังจากการได้รับวัคซีนไป สร้างความวิตกกังวลและไม่มั่นใจถึงความปลอดภัย คนจำนวนมากจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีโควิด-19 อยู่รอบตัว การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะยังคงมีประโยชน์ และมีความจำเป็นหรือไม่
จากข้อมูลพบว่า การฉีดวัคซีนปลอดภัยและมีประสิทธิภาพช่วยคลี่คลายสถานการณ์ โรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ เฉพาะในปี 2021 เพียงปีเดียว วัคซีนป้องกันโควิด-19 ช่วยชีวิตผู้คนได้ประมาณ 14.4 ล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนยังช่วยลดโอกาสที่จะมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะด้วยอายุและภาวะร่างกายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ดี เราสามารถพบอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ได้เหมือนกับวัคซีนชนิดอื่น แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว เช่น การปวดบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาการข้างเคียงที่รุนแรงพบได้น้อยมาก แต่หากมีอาการมากขึ้นและไม่หายไปภายใน 2-3 วัน ควรพบแพทย์ด่วน
ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ที่เข้มแข็ง โดยระบบเฝ้าระวังและการติดตามเหตุไม่พึงประสงค์นั้นมีประโยชน์หลายประการ ได้แก่ การติดตามอาการข้างเคียงรุนแรงที่เกิดกับผู้ได้รับวัคซีน ประการที่สอง หลังการฉีดวัคซีนแก่คนจำนวนมาก มีโอกาสที่บางคนเกิดการเจ็บป่วยโดยที่อาการป่วยนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัคซีน
อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจได้ว่าในบางรายที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรง หลังจากได้รับวัคซีน อาจทำให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวเกิดความสงสัยว่า การเจ็บป่วยนั้นเกิดจากการได้รับวัคซีนก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ การเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน จึงมีการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากมีการตรวจพบเหตุไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาจะร่วมสอบสวนสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งมีหลายกรณีที่พบว่า การเจ็บป่วยนั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีน เช่น ผู้ได้รับวัคซีนมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เป็นต้น
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในประเทศไทยมีการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 หลายชนิด แต่สำหรับวัคซีน mRNA ของไฟเซอร์นั้น มีข้อมูลจากงานเสวนาออนไลน์ผ่านแฟนเพจ “ไขปัญหากับอายุรแพทย์” ซึ่งจัดโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคหัวใจ ระบบประสาทและปอด ซึ่งมาตอบคำถามและให้ความรู้ ระบุว่า ในประเทศไทยมีการใช้วัคซีน mRNA ของไฟเซอร์ไปแล้วเกือบ 50 ล้านโดส พบผู้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ 53 ราย ซึ่งถือว่าน้อยมาก และยังไม่พบการเสียชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ทั้งนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบจาก mRNA วัคซีนเกิดขึ้นได้ แต่อาการจะไม่รุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุเมื่อได้รับวัคซีน โอกาสเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะเกิดได้น้อยมาก คุณหมอบอกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น จากไวรัสตัวอื่นๆ หรือจากการติดโควิด-19 เอง หรือจากภาวะลองโควิด
ที่สำคัญคือ การไม่ได้รับวัคซีนอาจมีโอกาสที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากตัวโรคโควิด-19 ได้มากกว่าเสียอีก
นอกจากนี้ ไม่พบว่ามีอัตราการการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบประสาทอย่างโรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองตีบ/แตก) หลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 พบผู้ป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองตีบ ราว 1,400 คนและผู้ป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองแตกประมาณ 180+ คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยในช่วงเวลาที่มีการฉีดวัคซีนก็ยังคงพบตัวเลขของผู้ป่วยในระดับเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ
ทั้งนี้ โรคเกี่ยวกับระบบประสาทอย่างโรคหลอดเลือดสมอง สามารถเกิดขึ้นได้จากโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิต โรคเบาหวานและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ซึ่งจากงานเสวนานี้สรุปได้ว่า วัคซีน mRNA มีความปลอดภัย ผลข้างเคียงของวัคซีนมีเช่นกัน แต่น้อยกว่าประโยชน์ที่ได้ หากไม่มีวัคซีนขณะเกิดการระบาดมากๆ อาจมีผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมาก
จะเห็นได้ว่า วัคซีนช่วยป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาที่เชื่อถือได้ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่า วัคซีนยังสามารถลดอาการลองโควิดได้ด้วย
ซึ่งขณะนี้ยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราวสัปดาห์ละ 446 คน หรือประมาณ 64 คน/วัน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 3 คนต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ย 1 คน/วัน (ข้อมูลอ้างอิง ระหว่างวันที่ 3 – 9 มี.ค. 2567) โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยปอดอักเสบ 288 คน และผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 111 คน (ข้อมูลวันที่ 23 ก.พ. 2567)
ดังนั้น วัคซีนจึงยังคงมีความสำคัญและมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงหรือกลุ่ม 608 คือ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคอ้วน และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงต่อปอดจนอาจเสียชีวิตได้
โดยในเวลานี้วัคซีนรุ่นใหม่ “XBB.1.5 โมโนวาเลนต์” ตัวล่าสุดที่ป้องกันโอไมครอนหลายสายพันธุ์ และช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีต่อสายพันธุ์ JN.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบัน ได้มีการนำเข้าในไทย และมีให้บริการแก่ประชาชนแล้วในสถานพยาบาลต่างๆ ของรัฐและเอกชน เช่น สถานเสาวภา สภากาชาดไทย รพ.บำรุงราษฏร์ เครือ รพ.กรุงเทพ เป็นต้น
สามารถเข้ารับฟังความรู้ดีๆ ย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/DWs8GcBEiBdM9LA2/?mibextid=qi2Omg

อ้างอิงข้อมูล
ศูนย์ข้อมูล COVID-19 (https://www.facebook.com/informationcovid19)
ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย (https://www.facebook.com/share/v/DWs8GcBEiBdM9LA2/?mibextid=qi2Omg)
กระทรวงสาธารณสุข (https://ddc.moph.go.th/covid19-dashboard/?dashboard=main)

