‘หมอชลน่าน’สัมภาษณ์พิเศษ – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
ผลงานที่อาจเป็นหน้าเป็นตารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ของ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง อาจอยู่ในมือของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพราะเขาคือคนที่ถือโปรเจกต์ใหญ่ของรัฐบาลเอาไว้อยู่ นั่นคือการเดินหน้าโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”
การรีแบรนด์บัตรทอง 30 บาทของรัฐบาลเพื่อไทย เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะเรียกเสียงศรัทธาจากประชาชน ด้วยการตอกย้ำความสำเร็จที่พวกเขาร่วมก่อกำเนิดโครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อ 22 ปีก่อน มาสู่เป้าหมายควมสำเร็จอีกครั้งที่จะทำให้บัตรประชาชนใบเดียวของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 30 บาท ไปรักษาที่ไหนได้ได้แบบทุกที่

จากรักษาทุกโรค สู่รักษาทุกที่ ‘ทีมข่าวมติชน’ มีโอกาสพูดคุยกับ ‘หมอชลน่าน ศรีแก้ว’ เบอร์หนึ่งของ สธ. ถึงโปรเจกต์ใหญ่ของรัฐบาล หลังจากคิกออฟไปเมื่อ 7 ม.ค. ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ที่ผ่านพ้นไปกว่า 2 สัปดาห์
นพ.ชลน่าน กางเป้าหมายหลักของโปรเจกต์บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ในโครงการยกระดับบัตร 30 บาท หรือที่ต้องการให้สังคมรับรู้กันในชื่อว่า “30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” คือการทำให้ประชาชนคนไทยทุกคน ที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิบัตร 30 บาทที่คนไทยรู้จักมากกว่า 22 ปี ได้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเป็ฯธรรม เสมอภาค มีคุณภาพ และมาตรฐานให้มากกว่าเดิม
จุดเน้นของโครงการนี้ คือการต่อยอดความสำเร็จที่พรรคไทยรักไทยเคยทำบัตรทอง 30 บาทที่รักษาทุกโรค ซึ่งทำให้คนไทยกว่า 95% ได้เข้าถึงการรักษาทุกโรค แต่สิ่งที่ตามมาคือความแออัด ผู้ป่วยรอรับบริการล่าช้า แพทย์เจอภาระงานจำนวนมาก
แต่มาถึงรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ภายใต้พรรคเพื่อไทย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่นำโดย ‘หมอชลน่าน’ จากการระดมสมองกันภายในพรรคบนโจทย์ว่าจะต่อยอดพัฒนาบัตรทอง 30 บาทเพื่อคนไทยให้ดีขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น และมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมากกว่าเดิมได้อย่างไร
“เรามาอยู่ในยุคเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลของผู้ป่วย เพื่อเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลทุกสังกัด หน่วยบริการคลินิกของรัฐ-เอกชน เข้าด้วยกัน มันจึงเป็นโอกาสที่จะเอาเทคโนโลยีมาใชักับงานสุขภาพ โปรเจกต์บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ จึงเกิดขึ้นตามที่เราให้สัญญากับประชาชน” นพ.ชลน่าน บอกถึงที่มาของโครงการ
การคิกออฟโครงการด้วยการนำร่อง 4 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค คือ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรี และนราธิวาส เมื่อ 7 ม.ค.2567 ผ่านพ้นไปกว่า 2 สัปดาห์ นพ.ชลน่าน ประเมินผลงานเบื้องแรก ยังไม่มีปัญหาการบริการสุขภาพใดๆ เกิดขึ้น จะมีเพียงปัญหาเล็กน้อยที่ไม่ใช่เรื่องหลัก อย่างเช่น การยืนยันตัวตนเข้าระบบของ สธ. เป็นต้น
รมว.สาธารณสุข อธิบายว่า สธ.ชักชวนประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่องให้ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่น ‘หมอพร้อม’ โดยใช้มือถือสมาร์ทโฟน และบัตรประชาชน เพื่อให้มีข้อมูลสุขภาพที่จะบันทึกเอาไว้ ซึ่งเรียกว่า Health ID ซึ่งจะมีการบันทึกประวัติสุขภาพของประชาชนเอาไว้ สาเหตุเพราะส่วนหนึ่ง ประชาชนที่ไม่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ หรือไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในพื้นที่ แต่อาจมาอาศัย ทำงาน ก็จะได้เป็นข้อมูลว่าอยู่ในพื้นที่จริง เพื่อจะได้ให้รับบริการจากโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“หากเราไม่ยืนยันตัวตน หน่วยบริการ โรงพยาบาลทั้งรัฐ-เอกชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมจะไม่รู้เลยว่าคนไข้มีประวัติอย่างไร
นพ.ชลน่าน เสริมอีกว่า เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าสู่แอปฯ หมอพร้อม ประชาชนก็จะมีกระเป๋าสุขภาพในมือถือของตัวเอง เพื่อตรวจดูผลการรักษา ผลประวัติการตรวจสุขภาพ หรือใช้นัดหมายรับบริการผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงยังใช้เป็นเครื่องมือแสดงใบรับรองแพทย์ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ย้ำว่า ในช่วงแรกอาจติดขัดในประเด็นดังกล่าวบ้าง ซึ่งต้องอาศัยกำลังแรงของบุคลากรการแพทย์ในพื้นที่เพื่อให้ช่วยกันยืนยันตัวตนกับประชาชน แต่ยืนยันได้ว่าเฟส 2 ของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ที่จะลุยต่อกันอีก 8 จังหวัดในเดือน มี.ค.- เม.ย.นี้ คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี พังงา หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ นครราชสีมา และสระแก้ว จะไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น
ส่วนหนึ่งเพราะ สธ. กับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะร่วมกันอัปเดตข้อมูลของประชาชนสิทธิบัตรทอง 30 บาท ที่มีอยู่ในระบบของ สปสช. เพื่อให้ระบบของ สธ. สามารถเข้าไปดึงข้อมูลของผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้
ในแง่เสียงสะท้อนจากโครงการแม้ว่าจะคิกออฟไปแค่ประมาณกว่าครึ่งเดือน นพ.ชลน่าน ให้ภาพว่า ประชาชนชื่นชอบโครงการนี้อย่างมาก เพราะทำให้พวกเขาสะดวกมากขึ้นในการไปรับบริการ และมีรูปแบบการบริการที่หลากหลายมากขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน
นพ.ชลน่าน บอกว่า จากโครงการทำให้เกิดการบริการใหม่เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการรับบริการสุขภาพ การรับยาเร่งด่วนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ที่จะทำหน้าที่ Health Rider รับยาจากห้องยาของโรงพยาบาล เพื่อไปส่งให้ที่บ้านของผู้ป่วยตามใบสั่งยาในระยะรัศมี 15 กิโลเมตร
หรือแม้แต่การรับยาที่ร้านยา ซึ่งเป็นหน่วยบริการภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ประชาชนที่พบแพทย์แล้วหากต้องรับยา ก็ไม่ต้องรอคิว แต่สามารถไปรับยาที่ร้านยาได้เลย โดยแพทย์จะสั่งยาผ่านระบบออนไลน์ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันไว้แล้วให้
มากไปกว่านั้น ยังสามารถทำฟันที่คลินิกทันตกรรมได้ เจาะเลือดที่คลินิกเทคนิคการแพทย์ได้ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว และข้อมูลของผู้ป่วยทุกอย่างจะถูกเก็บอย่างปลอดภัยพร้อมกับมีชั้นความลับที่เข้าถึงได้ตามลำดับ
นพ.ชลน่าน สะท้อนมุมของผู้ให้บริการบ้างว่า เป็นการลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ ที่แต่เดิมต้องเจอผู้ป่วยแน่นขนัดโรงพยาบาล จากนี้ก็ทำให้พวกเขา (บุคลากรทางการแพทย์) มีเวลาเพิ่มขึ้น เพื่อไปโฟกัสกับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใส่ใจอย่างจริงจังในการดูแลรักษา
“แต่ที่น่าสนใจ คือไม่มีเสียงบ่นจากผู้ให้บริการเลย ไม่เหมือนกับตอนที่เราทำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคเมื่อ 22 ปีก่อน ตอนนั้นเขากังวลเรื่่องภาระงานมาก แต่มาครั้งนี้ บุคลากรเงียบ ซึ่งก็น่าจะสะท้อนได้ว่าพวกเขาพอใจ” นพ.ชลน่าน กล่าว
กับหน่วยบริการต่างๆ ทั้งของรัฐ และโดยเฉพาะภาคเอกชน ที่มีทั้งร้านยา คลินิกหมอฟัน คลินิกเทคนิคการแพทย์ (ห้องแล็บ) เป็นต้นนั้น นพ.ชลน่าน สะท้อนว่า การเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการ สามารถทำได้ภายใน 3 วันอย่างที่ สปสช.บอกเอาไว้จริง แต่กระนั้น ก็ยังมีข้อติดขัดอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะกับคลินิกเวชกรรมของเอกชน ที่ค่าบริการอาจทำให้พวกเขาไม่อยากเข้าร่วม
รมว.สธ. ยกตัวอย่างว่า ในคลินิกเวชกรรมที่จะเข้าร่วมโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ สปสช. จะจ่ายชดเชยค่าบริการ หากเป็นแบบไม่มียา ก็จะให้ค่าบริการทางการแพทย์ครั้งละ 100 บาท แต่หากมียา ก็จะให้จ่ายแบบเหมาคือ 320 บาท ซึ่งหากถามว่าเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสมหรือไม่ เรื่องนี้ตอบได้ยาก
“เพราะแต่ละพื้นที่เขารักษาไม่เหมือนกัน โรคบางโรค อาการบางอาการอาจต้องทำหัตถการ ผ่าตัดเล็ก แต่ได้รับค่าชดเชย 320 บาท ก็อาจไม่คุ้มกับบริการที่ให้ไป ผมก็เอาข้อมูลเสียงสะท้อนนี้ไปคุยกับ สปสช. เพื่อให้ช่วยดูว่าจะช่วยเหลือคลินิกเหล่านี้ รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนที่อยากเข้าร่วมได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เข้าอยู่ในโครงการ อยู่กับระบบบริการสุขภาพของประเทศได้ด้วย”
อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ให้โรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินเพิ่มเติมกับผู้ป่วยที่ไปใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่ เพราะแต่ละรายการที่เป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนสิทธิบัตรทอง 30 บาทที่ สปสช.จัดให้ ถือว่าเป็นมาตรฐานการบริการสูงอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่ควรเก็บเงินเพิ่ม ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ แต่ สธ.ก็ขอภาคเอกชนเรื่องนี้อยู่ว่าอย่าเก็ยเงินเพิ่ม
“แต่ถ้ามันจำเป็นต้องจ่ายยาตัวนี้ที่อยู่นอกบัญชียาหลักให้จริงๆ ก็อาจพูดคุยกับคนไข้ แต่เราไม่อยากให้ทำแบบนี้ และไม่สนับสนุนให้ทำ เพราะไม่อยากให้มีความเหลื่อมล้ำ หรือลักลั่น แต่การขายบริการเพิ่มเติม หากว่าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องมาคุยกันอีกครั้ง” นพ.ชลน่าน ย้ำ
นพ.ชลน่าน ยืนยันว่า โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” จะไม่ใช่เป็นการทำให้ประชาชนเสียนิสัยในการดูแลสุขภาพตัวเอง หรือที่บางคนมองว่าเป็นโครงการสปอยล์ประชาชน ทำให้จะเลือกไปรับบริการที่ไหนก็ได้
นพ.ชลน่าน ย้ำว่า ประชาชนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย พวกเขาต้องมั่นใจว่าเมื่อเจ็บป่วยก็ต้องมีระบบดูแลที่ดี หากที่เขาอยู่อาจดีไม่พอ พวกเขาก็มีสิทธิที่จะไปหาที่ๆ ดีกว่า
“หากเราไปประณาม ต่อว่าประชาชนทำให้ระบบสุขภาพเสียหาย ไม่คัดกรองมาก่อนตามระบบ ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่างนี้เขาสมควรถูกประณามหรือเปล่า หรือคนที่มีกำลังเงิน และเลือกเข้ารับบริการสุขภาพได้ทุกที่เพราะจ่ายได้เอง อย่างนี้ถือว่าเป็นคนที่ทำลายระบบสุขภาพหรือไม่ พวกเขาต้องถูกประณามด้วยมั้ยว่าไม่ผ่านการคัดกรอง ไม่ผ่านการส่งตัว”
รมว.สธ. สะท้อนอีกว่า กับปัญหาที่ผู้ป่วยจะไปรับบริการจากโครงการนี้ซ้ำซ้อนได้ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะข้อมูลการรับบริการของผู้ป่วยจะเชื่อมโยงกันทั้งหมดกับทุกหน่วยบริการ และทุกสถานพยาบาลทุกสังกัดที่เข้าร่วม ซึ่งจะทำให้เห็นประวัติการเข้ารับบริการของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างครบถ้วน
“บางคนปวดท้องไปหาหมอตอนเช้า อาจคิดเอาเองว่าหมอรักษาไม่ดี หรือไม่ถูกใจ ตกบ่ายไปหาหมออีกคน หมอก็จะเห็นข้อมูลว่าคนไข้ไปหาหมอมาแล้ว ได้รับยาแล้วเมื่อเช้า ก็จะบอกคนไข้ได้เลยให้กลับไปกินยา คนไข้เมื่อเจออย่างนี้ สุดท้ายก็ต้องฟัง และอีกอย่าง คงไม่มีใครอยากไปเจอหมอเป็น 10 คนต่อวันแน่ๆ” นพ.ชลน่าน กล่าว
รมว.สธ. เสริมตอนท้ายว่า สิ่งที่ สธ.กำลังเดินหน้า ไม่ใช่แค่การยกระดับเฉพาะสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาทเพียงอย่างเดียว ที่แม้ว่าจะรุดหน้าไปอย่างมาก แต่สำหรับประชาชนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และสิทธิประกันสังคม สธ.ก็พยายามที่จะให้ทุกสิทธิเข้ารับบริการด้วยรูปแบบการใช้บัตรประชาชนใบเดียวเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งแนวโน้มมีโอกาสเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะกับสิทธิประกันสังคม
นั่นเพราะด้วยระบบเทคโนโลยีการเชื่อมโยงข้อมูลที่รุดหน้าและมีประสิทธิภาพ ก็เป็นคำตอบที่ทำให้การบริการสุขภาพเหมือนกันเกิดขึ้นได้ แต่ประกันสังคมอาจบริการเฉพาะรายการได้ เช่น การจัดการเงินบำนาญผู้ประกันตน เงินชดเชยการเลิกจ้าง-ตกงาน และในส่วนการดูแลสุขภาพ จะมอบหมายให้กับ สธ. หรือ สปสช. เพื่อให้เข้ามาดูแลเป็นระบบเดียวกันก็ได้
“หากถามว่า แนวคิดนี้เป็นเป็นไปได้หรือไม่ คำตอบคือ หากมีการแก้กฎหมาย ก็ทำได้เลย เพราะประชาชนที่ยังไม่มีสิทธิทางสุขภาพใดๆ เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล หากแก้กฎหมายประกันสังคมไม่ครอบคลุมมิติการดูแลรักษาพยาบาล ท้ายสุดก็จะทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับการดูแลจากประกันสังคม แต่จะเป็นหน้าที่ของ สปสช.ที่จะเข้าไปดูแลแทน
“ความเป็นไปได้มันมีสูงมาก สปสช. อาจใช้รูปแบบนี้มาจัดบริการให้กับประกันสังคมก็ได้ โดยทำเหมือนกับ UCEP คือ สปสช. จ่ายให้ก่อนเลย แล้วไปตามเก็บเงินกับประกันสังคม หรือที่เรียกว่า Clearing House สปสช.ก็จะเป็นเหมือนบ้านที่คอยบริการจัดการเรื่องการเงินให้ ก็จะทำให้ประชาชนทุกสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพแบบเดียวกันอย่างเท่าเทียมมากขึ้น” นพ.ชลน่าน ทิ้งท้าย

