ปัจจุบันด้วยการเปลี่ยนแปลงของระดับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรงและเป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคจากความร้อน อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมายังพบการรั่วไหลของสารเคมี อาทิ แคดเมียม แอมโมเนีย ในพื้นที่ใกล้เคียงชุมชน ซึ่งเป็นสารเคมีกลุ่มที่เป็นพิษเฉียบพลันร้ายแรงหากหายใจเข้าสู่ร่างกาย
ดังนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และภัยที่คุกคามทางสุขภาพ มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน จึงจัดแถลงข่าว ‘เกาะติดสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพที่เป็นปัญหา’ โดยรับเกียรติจาก แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ผู้ช่วยอธิบดีกรมควบคุมโรค และ นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถานการณ์ประเด็นโรคและภัยที่พบหลังเทศกาลสงกรานต์ ปัญหากากแร่แคดเมียม และสารแอมโมเนียรั่วไหลในโรงงาน พร้อมอัปเดตสถานการณ์โควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และการเฝ้าระวัง Heat Stroke พร้อมแนะนำวิธีดูแลตัวเองในหน้าร้อน
แนะวิธีดูแลตนเองจาก ‘กากแคดเมียม’ – ‘แอมโมเนียรั่ว’
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้พบกากแคดเมียมในพื้นที่ใกล้ชุมชน และพบการรั่วไหลของแอมโมเนีย ซึ่งกรมควบคุมโรคได้มีการติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดย กากแคดเมียม เป็นธาตุโลหะหนักที่มีสีเงินแกมขาว มีคุณสมบัติเบา อ่อน ดัดโค้งได้ง่าย และทนต่อการกัดกร่อน พบปนอยู่กับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น แร่สังกะสี แร่ตะกั่ว หรือทองแดง โดยในการทำเหมืองสังกะสี จะได้แคดเมียมเป็นผลตามมาด้วย และอาจพบแร่แคดเมียมได้ในพื้นที่ขุดเหมือง ทั้งยังสามารถพบกากแร่แคดเมียมในสีที่ผสมใช้กับบ้านหรืออาคาร รวมถึงอันตรายจากแคดเมียมยังเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะปอด ไต และกระดูก
ส่วนคำแนะนำสำหรับประชาชน ในกรณีที่อยู่ใกล้พื้นที่ที่มีกากแคดเมียม ควรงดเข้าพื้นที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด จัดสภาพแวดล้อมในที่พักอาศัยโดยการทำความสะอาดพื้นที่ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำ หรือเครื่องดูดฝุ่นเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและน้ำบริเวณพื้นที่เสี่ยง และหากมีการสูดดมเข้าไปให้รีบไปอยู่ในพื้นที่ โล่งแจ้ง อากาศบริสุทธิ์ สังเกตอาการตัวเองหากพบอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์โดยแจ้งความเสี่ยงทันที

นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ
ด้าน พญ.จุไร ยังเผยถึงสถานการณ์การพบกรณี สารแอมโมเนียรั่วไหล ในโรงงานผลิตน้ำแข็ง ซึ่งเป็นสารแอมโมเนียที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด โดยแอมโมเนียมีสถานะเป็นก๊าซ ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ถ้ามีความเข้มข้นสูง จัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษ และเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ดวงตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ หากสัมผัสหรือเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน
ขณะเดียวกันเมื่อก๊าซแอมโมเนียสัมผัสกับน้ำจะทำให้เกิดปฏิกิริยา มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ และเยื่อบุต่างๆ ของร่างกายที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบตา ตาบวม น้ำตาไหล เวียนหัว ตาลาย อาเจียน ระคายเคืองผิวหนัง แสบคันตามผิวหนัง และเป็นแผลไหม้ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากทำให้แสบจมูก แสบคอได้
โดยอุบัติเหตุรั่วไหลของแอมโมเนียในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งาน อุปกรณ์ชำรุด เช่น วาล์วรั่ว ท่อส่งก๊าซแตก เกิดความผิดพลาดระหว่างการจัดเก็บหรือขนย้ายสารแอมโมเนีย และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับวิธีป้องกันก๊าซแอมโมเนียรั่วไหล สำหรับประชาชน มีดังต่อไปนี้
- ต้องคอยสังเกตความผิดปกติ หากพบเห็นควันสีขาวจากโรงงาน ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
- หากเกิดเหตุให้รีบอพยพในทิศทางเหนือลม และออกจากพื้นที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
- หากสารเข้าตาหรือโดนผิวหนัง ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนแอมโมเนียออกทันที
- หากพบผู้หมดสติให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัย อากาศถ่ายเทสะดวก และรีบนำส่งโรงพยาบาล
- ผู้มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ สังเกตอาการตนเอง หากมีอาการไอมากขึ้น หายใจมีเสียงหวีด และมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์
เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคติดต่อในค่ายลี้ภัย
จากเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง ตรงข้ามฝั่งไทยบ้านวังตะเคียนใต้ อ.แม่สอด จ.ตาก ทำให้มีการอพยพเข้ามาอยู่ในค่ายลี้ภัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบสาธารณสุขไทยมีการป้องกันและเฝ้าระวังโรคติดต่อในค่ายลี้ภัยอย่างเข้มข้น แต่เนื่องจากสภาพการอยู่อาศัยที่แออัด รวมถึงระบบการจัดการน้ำทิ้ง การจัดการสิ่งปฎิกูลและขยะ จึงอาจก่อให้เกิดโรคติดต่อได้
ด้าน พญ.จุไร จึงได้เผยถึงแนวทางการเฝ้าระวังโรคและแผนป้องกันว่า สำหรับโรคที่ต้องเฝ้าระวัง คือ 1. โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ อาเจียนท้องเสีย หน้าร้อนก็พบโรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำเพิ่มขึ้น 2. โรคติดต่อทางเดินหายใจ 3. โรคป้องกันได้ด้วยวัคซีนอาจระบาดขึ้นได้ และ 4. โรคติดต่อนำโดยแมลง โดย 4 กลุ่มโรคต้องเฝ้าระวังมีการแจ้งและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัย
พญ.จุไร กล่าวอีกว่า ข้อมูลช่วงวันที่ 20-21 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้รับบริการ 142 ราย จากผู้อพยพในค่าย 906 ราย พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 22 ราย ตาแดง 1 ราย โรคทั่วไป 116 ราย และทำแผล 3 ราย อีกทั้งจากการประเมินการรับวัคซีน จำนวน 30 ราย พบผู้ได้รับวัคซีนครบ 24 ราย ไม่ครบ 2 ราย และไม่ได้รับ 4 ราย นอกจากนี้ ยังมีการตรวจคัดกรองโรคมาลาเรีย 289 ราย พบเชื้อมาลาเรียชนิด PV จำนวน 1 ราย เป็นเด็กชายอายุ 10 ปี และได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว
“สำหรับคำแนะนำในการป้องกันควบคุมโรคในค่ายลี้ภัยต้องบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดโปร่ง ไม่แออัด มีอากาศถ่ายเท จัดสถานที่ล้างมือด้วยสบู่ มีห้องสุขาและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ จัดระบบเก็บขยะมูลฝอยถูกหลักสุขาภิบาล อาหารที่ทานต้องปรุงสุกใหม่ หากเก็บไว้ต้องนำมาอุ่นก่อนทาน ทั้งโรคไข้มาลาเรียและโรคเท้าช้างอาจพบไม่บ่อยในบ้านเรา แต่ต้องเฝ้าระวังตามชายแดน ซึ่งเรามีระบบเฝ้าระวังติดตามในพื้นที่อยู่แล้ว” ผู้ช่วยอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะ

อากาศร้อนจัดต้องระวัง ‘ฮีทสโตรก’
ด้วยภาวะอากาศร้อนจัดของประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที นพ.วีรวัฒน์ จึงห่วงใยและอยากเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังจาก โรคลมร้อน (Heat stroke) โดยโรคดังกล่าวเกิดจากภาวะร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
“ในปี 2567 นี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคลมร้อนกว่า 30 ราย จึงอยากขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดต่อเนื่อง ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเกลือแร่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนที่ระบายความร้อนได้ดี และห้ามทิ้งใครไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแดด เพราะรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ อาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10-20 นาที” โฆษกกรมควบคุมโรค เน้นย้ำ
แนวโน้มผู้ป่วยโควิดสูงขึ้น กลุ่มเสี่ยง 608 ต้องระวัง
ขณะเดียวกัน นพ.วีรวัฒน์ ยังได้รายงานสถานการณ์ โรคโควิด-19 หลังเทศกาลสงกรานต์ ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ให้ระมัดระวัง หากมีอาการสงสัยป่วยควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 14-20 เม.ย. 67) พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด 19 ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 1,004 ราย เฉลี่ย 143 รายต่อวัน พบผู้ป่วยมากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว และพบผู้ป่วยอาการรุนแรงปอดอักเสบ 292 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 101 ราย เสียชีวิต 3 ราย ผู้เสียชีวิตทุกรายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือมีโรคเรื้อรัง
“เราอยากเน้นย้ำให้ประชาชนควรยังคงรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 หากไปในสถานที่ปิดหรือแออัด รวมถึงเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มาก ควรสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หากป่วยให้รีบไปพบแพทย์” นพ.วีรวัฒน์ บอก
เตือน ‘เปิดเทอม-ฤดูฝน’ ระวัง ไข้หวัดใหญ่-ไข้เลือดออก
สำหรับ โรคไข้หวัดใหญ่ ในช่วงนี้ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และพบผู้ติดเชื้อได้ทุกกลุ่มอายุ โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 พบผู้ป่วยจำนวน 128,156 ราย แต่แนวโน้มโดยรวมขณะนี้ลดลง กลุ่มที่พบป่วยส่วนใหญ่เด็กอายุ 0-4 ปี อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือน พ.ค. จะเริ่มเข้าสู่การเปิดภาคเรียนและเข้าสู่ฤดูฝน จำนวนผู้ป่วยอาจจะเพิ่มขึ้นได้
“ขอแนะนำให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 ครั้ง เน้นย้ำประชาชน เช่นเดียวกับโรคโควิด-19 ควรยังคงรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หากไปในสถานที่ปิดหรือแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หากป่วยให้รีบไปพบแพทย์” พญ.จุไร กล่าว
ขณะเดียวกัน โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่ต้นปี 2567 พบผู้ป่วย 24,108 ราย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็ก 5-14 ปี และพบผู้เสียชีวิต 22 ราย ขอให้ประชาชนให้ช่วยกันสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค (โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา) อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากมีอาการสงสัยป่วยไข้เลือดออก เช่น มีอาการไข้สูงลอย คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง มีผื่น มีจุดเลือดที่ลำตัว ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ยาลดไข้ที่ปลอดภัยคือยาพาราเซตามอล และควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค แอสไพริน รวมถึงยาชุดซึ่งอาจมีผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดออกในทางเดินอาหารและยากต่อการรักษา แต่หากรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวแล้ว ไข้ไม่ลดภายใน 1-2 วัน (นับจากวันที่เริ่มมีไข้) ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
จับตา ‘โรคหัด’ พบผู้ป่วยแล้ว 463 ราย
นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวัง โรคหัด ที่ปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในภาวะที่ทั่วโลกเฝ้าระวังตามคำประกาศเตือนขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายจนถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งในปี 2567 ในหลายประเทศเริ่มรายงานข่าวพบการระบาดของโรคหัด อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฯลฯ
สำหรับสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทย พญ.จุไร รายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 19 เม.ย. 67 พบผู้ป่วยโรคหัดที่ยืนยันจากห้องปฏิบัติการและยืนยันทางระบาดวิทยาแล้ว 463 ราย โดนส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และส่วนใหญ่ยังไม่ได้วัคซีน ส่วนสถานที่ที่พบการระบาดนั้น พบมากในโรงเรียนและชุมชน ซึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้จัดเป็นพื้นที่ที่พบอัตราป่วยสูงสุด รวมถึงยังมีกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อและมีอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็กโดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังกันต่อไป
“โรคหัด สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน หากได้รับครบภูมิคุ้มกันอยู่ได้ตลอดชีวิต ซึ่งการให้วัคซีนโรคหัดนั้น อยู่ในพื้นฐานตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กทารกอายุ 9 เดือนขึ้นไป แต่ห้ามให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ขณะเดียวกันหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรคุมกำเนิดอย่างน้อย 28 วันหลังได้รับวัคซีนโรคหัด” ผู้ช่วยอธิบดีกรมควบคุมโรค เน้นย้ำ

