ส.อ.ท. หนุนนโยบาย ‘ONE FTI’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต

20.05.24 | 14:06 น.

โลกปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเทคโนโลยีของทั่วโลกที่อยู่ในช่วงของการผลัดเปลี่ยน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อันเข้มข้น รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ทั้งอุณหภูมิเพิ่ม-ลดลงแบบก้าวกระโดด การเกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบให้ทั่วโลกต้องตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 

ถึงแม้เทคโนโลยีทั่วโลกเปี่ยมด้วยความทันสมัยมากเพียงใด ทว่ายังไม่สามารถป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภายใต้การนำทัพของ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ในฐานะแกนหลักสำคัญของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศ และมีความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) จึงมุ่งพัฒนาภาคเอกชนและภาคธุรกิจไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อให้กลไกการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถประสานกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การดูแลสิ่งแวดล้อม และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในวงการเศรษฐกิจโลก

ชูนโยบาย ‘ONE FTI’

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 16,000 บริษัท เพื่อร่วมมือเกื้อหนุน เชื่อมโยงเสริมกิจการซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงโรงงานผลิตไฟฟ้า ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)

ตลอดระยะเวลาการดำเนินการ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ และเป็นตัวแทนรายงานปัญหาแก่ภาครัฐ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ก่อให้เกิดการจ้างงาน พร้อมขยายการส่งออกเพื่อสร้างดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไทยในระดับโลก

Advertisement

ที่ผ่านมา แม้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไทยจัดประชุมมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าความสัมพันธ์ภายในนั้นมีไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้น จากการดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ในวาระแรก (ปี 2565-2567) จึงชูธงนโยบาย ONE FTI (ONE Vision, ONE Team, ONE Goal) คือ ทุกภาคส่วนต้องรวมเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เกิดการบูรณาการความคิด นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ในรูปแบบใหม่ๆ 

“ภายใต้นโยบายนี้ ประกอบด้วย One Vision เสริมสร้างความแข็งแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย ยิ่งแข็งแกร่งมากก็ส่งผลต่อการส่งออกมากขึ้น ตลอดจนส่งผลต่อการจ้างงาน การลงทุนแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงเผชิญความท้าทายด้านการเข้ามาของสินค้าราคาถูกและไม่ได้คุณภาพ One Team ต้องเป็นทีมเดียวกัน สุดท้ายคือ One Goal มีเป้าหมายเดียวกันและทิศทางต้องชัดเจน”

วางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้วางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ซึ่งประกอบด้วย 4 จุดแข็ง ได้แก่ แรงงานภาคการเกษตรที่อยู่ในวัยทำงานมีจำนวนมาก แรงงานถูก ที่ดินถูก และข้อสำคัญ คือ ประเทศไทยตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อในประเทศอาเซียน

ทว่าตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ความท้าทายในเรื่องของเทคโนโลยีที่ถูก Disrupt อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งจุดแข็งของประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงแพงขึ้น แรงงานวัยทำงานลดลงรวดเร็ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มีแรงงานในวัยทำงานเพิ่มขึ้น ราคาค่าที่ดินไม่สูง ที่สำคัญประเทศไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในด้านความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ซึ่งมีน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง

จากที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมจำเป็นต้องปรับตัว ซึ่งเดิมเป็น OEM รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด ต้องผันตัวไปสู่ OBM คือสร้างแบรนด์ของประเทศไทยเอง รวมถึง ODM เป็นการผลิตภายใต้การออกแบบของประเทศไทย ในส่วนของแรงงานปรับไปใช้เรื่องของเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อลดจำนวนแรงงาน ส่วนสุดท้ายต้องพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะที่มีให้ดีกว่าเดิม และสร้างทักษะขึ้นมาใหม่อันจำเป็นต่อการทำงาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ นำไปสู่นวัตกรรมเพื่อให้อยู่รอด

หนุนเศรษฐกิจใหม่ด้วย Next-Gen Industries

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายเกรียงไกร กล่าวเสริมว่า ส.อ.ท. มุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่ ด้วย อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ประกอบ 3 ระดับ คือ อุตสาหกรรมใหม่ S-Curve และเศรษฐกิจแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

อุตสาหกรรมใหม่ S-Curve คือ อุตสาหกรรมที่มีอยู่ ซึ่งประเทศไทยเป็นแชมป์แต่กำลังจะเสียแชมป์ เพราะถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ระบบสันดาปภายใน (ICE) เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตให้กับแบรนด์รถยนต์ของโลก และสินค้ารถยนต์เป็นอันดับหนึ่งในการส่งออกของประเทศ หรือร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมด กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง

ทว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าที่เรียกว่า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) โดยสหภาพยุโรปประกาศใช้ในการควบคุมดอกเบี้ยหรือภาษี จากทุกอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้โลกร้อนและเกิดอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ส.อ.ท. ร่วมกับภาครัฐ วางแผนปรับฐานการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานพลังงานสะอาด พร้อมผลักดันรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการเป็นฐานการผลิตรถพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค

ด้าน เศรษฐกิจแบบ BCG นับเป็นอีกหนึ่งโมเดลเศรษฐกิจที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในการพัฒนาจากการมีความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถสร้างความเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ในเรื่องความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหารเสริม เคมีชีวภาพ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ส่วน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ส.อ.ท. จัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ (สปอ.) เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกผู้ประกอบการ ให้รับรู้เกี่ยวกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของอุปสงค์-อุปทาน ที่สามารถแลกเปลี่ยนและซื้อขายในตลาดอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ รวมถึงพลังงานสะอาดทุกประเภท

“ทั้งนี้ ยังมีอุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรโบติกส์ ศูนย์การบิน เส้นทางการเงินต่างๆ รวมถึงศูนย์กลางทางการแพทย์ เศรษฐกิจดิจิทัล ไปจนถึงเรื่องของไบโอในด้านเชื้อเพลิงต่างๆ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การสร้างบุคลากร การพัฒนาคน ฉะนั้น นี่คือกลุ่มแรกที่มุ่งผลักดัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้นวัตกรรม-งานวิจัยในการเพิ่มมูลค่า ทำน้อยแต่ได้มาก”

ก้าวข้ามขีดจำกัด ขับเคลื่อนไปสู่อนาคต

นายเกรียงไกร เผยว่า ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ได้ดำเนินการเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โครงการ ‘กองทุนอินโนเวชั่นวัน’ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ทอัพมายกระดับขีดความสามารถ SME ไทย ทั้งยังเอื้อให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตจากการทำธุรกิจคู่ค้าได้อีกทางหนึ่ง

ต่อมาได้นำร่อง ‘โครงการต้นแบบเพื่อการเรียนรู้และบ่มเพาะแนวทางเกษตรกรรมรูปแบบใหม่ (Smart Agriculture Industry – SAI)’ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมต่อยอดไปสู่ ‘โครงการ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรม (One Province One Industry)’ มุ่งผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ตรงตามความต้องการแต่ละพื้นที่