สสส. ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ 

28.05.24 | 15:03 น.

สสส. สานพลังเครือข่าย คิกออฟ ‘ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่’

บุหรี่ได้ชื่อว่าเป็นมัจจุราชควัน เป็นตัวการที่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งปอดถึง 25 เท่า รวมถึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-4 เท่า เป็นสาเหตุสำคัญต่อการเสียชีวิตในประชากรไทย 15.6% โดยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด 22,561 คน คิดเป็น 26.1% 

ความพยายามที่จะทำให้คนไทยลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ภายใต้การนำของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.  จึงต้องสานพลังกับเครือข่ายอย่างเข้มแข็งและขยายวงกว้างมากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2534-2564 พบว่ากลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราการสูบบุหรี่ในเขตเทศบาลมากถึง 15.6%  และนอกเขตเทศบาล 19% ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเข้ามามีบทบาทดำเนินงานควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

จึงเป็นอีกก้าวของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง สสส. มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ 1,794 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการ Kick Off ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ “รวมพลคนสร้างสุข” จัดขึ้น ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ บอกเล่าสิ่งที่น่ากังวลในเวลานี้คือ มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กชั้นประถมแล้ว จากผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในเยาวชนไทยปี 2565 พบการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็ก และเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นจาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 เปรียบได้ว่าการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็ก และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่กำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่

Advertisement

“เด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะติดไปตลอดชีวิต เพราะบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ติดนิโคตินหนักกว่าบุหรี่ธรรมดา และยิ่งเริ่มติดนิโคตินตั้งแต่อายุน้อย ความเสี่ยงที่จะทำให้ใช้และติดยาเสพติดจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะนิโคตินทำให้สมองมีความพร้อมที่จะรับยาเสพติดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกัญชา ยาบ้า โคเคน ฯลฯ ต้องยอมรับกันว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อเด็กมาก”

นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 ย้ำบทบาทสำคัญของท้องถิ่นที่จะเป็นพลังต้านการสูบบุหรี่ในประเทศไทยว่า ส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การทำงานคือพื้นที่ในโรงเรียน ชุมชน และสถานประกอบการต่างๆ หากจะทำงานเชิงลึกและขยายวงกว้าง จะต้องขับเคลื่อนบนพื้นที่จริง ทั้งนี้ สสส. ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนงานตำบลสุขภาวะในประเด็นการควบคุมการบริโภคยาสูบตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสะสม 1,794 แห่งทั่วประเทศ มีแผนสุขภาวะชุมชนที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นกับการควบคุมการบริโภคยาสูบ ใน 7 แนวทาง เป็นต้นว่า การรณรงค์ทุกระดับ สร้างบุคคลต้นแบบจากผู้ที่ไม่สูบหรือเลิกสูบแล้ว และสร้างอาสาสมัคร, จัดสภาพแวดล้อม เช่น ร้านค้าปลอดบุหรี่ สร้างเครือข่ายสถานบริการปลอดบุหรี่, จัดตั้งศูนย์บำบัด และฟื้นฟู ป็นต้น

“จากพื้นที่ต้นแบบที่มีหลักสิบ จะขยายไปเป็นหลักร้อยและหลักพัน หากขยายพื้นที่ต้นแบบจนครอบคลุมทั่วประเทศ จะส่งผลให้เกิดพลังในการทำงานมากขึ้น มีการจัดการบุหรี่อย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดอัตราการสูบบุหรี่ในระดับพื้นที่ในอนาคต”