ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางเทคโนโลยี หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่มความท้าทายให้กับทุกภาคส่วน ทุกอุตสาหกรรมต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันและค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เพื่อรับมือกับ ความท้าทาย
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) จึงได้จัดงานสัมมนาประจำปี The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ “Shaping the Future of Petrochemicals Along the Sustainable Pathway” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลก ความท้าทายด้านต่าง ๆ รวมไปถึง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ให้พร้อมปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยกันนำพาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่อนาคต ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงที่มาของการจัดงานครั้งนี้ว่า พลวัตของโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก หากมองย้อน กลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่ารูปแบบการทำงานผ่านออนไลน์ จะกลายมาเป็นมาตรฐานปกติของ การทำงานในปัจจุบัน รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ เช่น การสั่งอาหาร การเรียกรถ หรือการช็อปปิง ล้วนมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ธุรกิจปิโตรเคมีเองก็ไม่อาจหนีพ้นพลวัตของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การปรับตัวของ ภาคอุตสาหกรรมในด้านการผลิตหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าและสอดดล้องกับนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละภูมิภาค หรือการย้ายฐานการผลิต ของภาคอุตสาหกรรมไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนพลังงานและแรงงานต่ำ บางกลุ่มย้ายไปยังประเทศที่มีพลังงานทดแทน (RE100) ที่มีเสถียรภาพ หรือประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษทางการค้า เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อ ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปลายน้ำ กลางน้ำ และต้นน้ำ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งสิ้น
“งานสัมมนา PTT Group Petrochemical Outlook Forum ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 นี้ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้รับความรู้เกี่ยวกับภาพรวมทิศทางของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบ สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นตัวเชื่อมต่อยอดความร่วมมือ (Open Collaboration Platform) ให้กับภาคธุรกิจ ภาคราชการ รวมถึงภาคการศึกษา และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยกันส่งเสริมให้อุตสาหกรรมของประเทศ ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ ในการบรรยายพิเศษ Global & Thailand Economic Outlook ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศไทยยังคงอ่อนแอ ในระยะสั้นยังเติบโตได้ดี มีปัจจัยบวก คือ การลงทุนภาครัฐ มีแนวโน้มขยายตัวดีเมื่อเทียบกับปีก่อน หลังการเบิกจ่ายภาครัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยวยังคงเติบโตได้ และภาคการผลิตบางกลุ่มเริ่มฟื้นตัวตามวัฏจักรสินค้าคงคลัง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ การบริโภคโดยเฉพาะสินค้าคงทน ยังมีแนวโน้มหดตัวจาก ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ การผลิตภาคอุตสาหกรรมหลายกลุ่มเผชิญปัญหา เชิงโครงสร้างที่หดตัว และความไม่แน่นอนด้านการเมืองและนโยบายที่อาจส่งผลต่อภาวะการลงทุนภาคเอกชน
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่มีสัญญาณถดถอย แต่คาดว่าจะชะลอตัวลงหลังจากเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2025 คาดว่าจะโตประมาณ 2% ซึ่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง เนื่องจากส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ส่วนเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวจากปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง การแก้ไขของจีนคือเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้มีปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน (Over Capacity) ในอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมทั้งเพิ่มการส่งออกเพื่อรักษาการเติบโตของ GDP
“ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย ที่ยังคงน่าเป็นห่วงเนื่องจากความต้องการที่ชะลอลง และปัญหาสินค้าล้นตลาด (Over Supply) จากประเทศจีน”

ด้าน ทีม PRISM Petrochemical Market Outlook กลุ่ม ปตท.ได้วิเคราะห์ความท้าทายและการปรับตัวใน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แบ่งเป็น ตลาดโพลิเอทิลีน (PE) โพลิโพรพิลีน (PP) พาราไซลีน (PX) และเบนซีน (BZ) รวมถึงตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (Styrenic) ซึ่งมีทิศทางไปในทางเดียวกันว่า ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและ ความท้าทายในอุตสาหกรรม พร้อมนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ ส่งเสริมการรีไซเคิล มุ่งสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ทั้งต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ทางด้านของ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้ร่วมบรรยาย พิเศษหัวข้อ ทิศทางและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเปิดเผยว่า ในปี 2023 อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างชัดเจน โดยมียอดขายรวมทั่วโลกประมาณ 14 ล้านคัน หลัก ๆ มาจากประเทศจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
ขณะที่นอร์เวย์ถือเป็นประเทศแรกในยุโรป ที่กำหนดให้การจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด ต้องเป็น รถที่ไม่มีการปล่อยไอเสีย เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ ไฮโดรเจน ภายในปี 2025 โดยภาครัฐได้สนับสนุนมาตั้งแต่ปี 1990 เช่น การยกเว้นภาษี ค่าผ่านทางพิเศษ หรือการจอดรถในที่สาธารณะ เป็นต้น
ในประเทศไทย การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2023 เพิ่มขึ้นมากกว่า 600% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2022 และประเทศไทยยังเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์มากที่สุดในปี 2023 และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน ตามสถิติที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ในประเทศมียอดจำหน่ายประมาณ 6 – 7 แสนคันต่อปี และไม่ปรับตัวขึ้นมากนัก แต่เมื่อมีผู้ประกอบการมากขึ้น มีซัพพลายมากขึ้น การแข่งขันของราคาก็มากขึ้นเช่นกัน
“ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เริ่มเข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย แต่ยังคงนำชิ้นส่วนของ ตัวเองเข้ามา เนื่องจากชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถผลิตในประเทศได้ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาและ ยกระดับผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมพัฒนาทักษะ ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมรับมือกับภาษีคาร์บอน ที่จะมีผลต่อกิจการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง จึงต้องวางแผนใน ระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ทิ้งท้าย

