ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีอายุยืนยาวขึ้น การเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคย คำว่า “สูงวัย” ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความกระฉับกระเฉง หรือความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเอง แต่คือช่วงเวลาที่ควรได้รับการดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ ผู้สูงวัยยังคงมีบทบาทสำคัญในครอบครัวและสังคม หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ และการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี จึงเป็นโอกาสในการสร้างสังคมสูงวัยให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและความสุขในทุกมิติเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล 2567 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ สมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สานพลังสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้สุขภาวะของผู้สูงอายุและครอบครัวในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทุกช่วงวัย โดยมีภาคีเครือข่ายผู้สูงอายุเข้าร่วมกว่า 500 คน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 และมีแนวโน้มประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยข้อมูลในปี 2566 ระบุว่ามีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2578 จำนวนผู้สูงอายุจะสูงถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกัน พบว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 12% และผู้สูงอายุที่อยู่กับคู่สมรสอยู่ที่

21.1% ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อปัญหาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขภาพโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัวที่ดูแลพวกเขา วันผู้สูงอายุสากล จึงถือเป็นวันสำคัญสำหรับผู้สูงอายุทั่วโลก เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับประชากรสูงอายุ และส่งเสริมให้สังคมมีการพัฒนาระบบที่สนับสนุนผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและกระตือรือร้น จะสามารถช่วยให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างเต็มที่ จึงมีการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีใน 4 มิติ คือ 1. สุขภาพ 2. เศรษฐกิจ 3. สังคม และ 4. สภาพแวดล้อม โดยเปิดพื้นที่กิจกรรม ‘เพลินวัย 4 เพลิน’ ได้แก่ เพลินกาย – ใจ เพลินชีวา, เพลินทำ และเพลินอารมณ์ ทำให้ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ช่วยให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเองและสามารถดูแลตัวเองได้อย่างยาวนานที่สุด “การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะพวกเขาคือแหล่งความรู้และประสบการณ์อันมีค่า การสร้างสังคมที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและคุณค่า จะส่งผลดีต่อทั้งผู้สูงอายุเองและคนรุ่นหลัง นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างวัยที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในทุกช่วงชีวิต” นางภรณี ทิ้งท้าย


