“ลูกสาวคุณพ่อสุขวิช รังสิตพล “ผู้พันปราง” พ.ท.หญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล อาสากลับมาทำงานการเมืองเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวรยั่งยืน ด้วยแนวทาง 9 ส. คือ ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมรายได้ประชาชน สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยสืบสานแนวทางของคุณพ่อสุขวิช รังสิตพล ทั้งด้านการศึกษา เกษตรกรรม และเทคโนโลยี
“ผู้พันปราง” เคยเป็นผู้ช่วยเลขาธิการและรองเลขาธิการพรรค ของพรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศมาแล้วถึง 2 พรรค แต่ได้เว้นวรรคทางการเมืองไปชั่วขณะหนึ่งเพราะยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ครั้งนี้ผู้พันปรางต้องกลับมาทำงานการเมืองอีกหน ด้วยเห็นว่าการทำงานของรัฐบาลในหลายรัฐบาลเป็นเวลาต่อเนื่องกันมากว่า 20 ปี ทุกรัฐบาลไม่สามารถนำพาให้ประเทศพ้นจากปัญหาความยากจนได้ ไม่สามารถสร้างคนในชาติให้เป็นบุคลากรคุณภาพได้ ทั้งที่เคยมีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาคน พัฒนาชาติ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถทำได้ ปฏิบัติได้ และมีผลงานเป็นรูปธรรมมาแล้วในยุคโลกาภิวัตน์
“ผู้พันปราง” ได้นำเสนอแนวนโยบายที่มีความชัดเจน ได้เคยลงมือปฏิบัติจริงมาแล้ว และพิสูจน์ได้ว่าในช่วงดำเนินนโยบายดังกล่าวสามารถกำหนดธงนำเพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนถาวรได้อย่างแท้จริง หากแต่ความยุ่งเหยิงของการเมืองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้บางนโยบายถูกตีความผิดเพี้ยน และบางนโยบายไม่ได้รับการสานต่อ และกลายเป็น 3 ทศวรรษที่หายไปในปัจจุบัน
“ผู้พันปราง” เล่าเรื่องนี้ว่า หลังจากดำรงตำแหน่งโฆษกคนแรกของกระทรวงกลาโหม และสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปกองทัพได้สำเร็จ 2 ประการ คือ
1) ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบเบ็ดเสร็จ เป็นสมัครใจบางส่วน (ระบบปัจจุบัน)
2) ระเบียบการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ สิงหาคม 2540
การแก้ปัญหาการจราจรของเมืองหลวงด้วยการวางระบบการจราจรของประเทศทั้งระบบ เพื่อขยายการพัฒนาจากเพียงในเมืองหลวงไปสู่ทุกภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
เบื้องหลังความล้มเหลวของแผนแม่บทแก้ปัญหาการจราจร
แผนแก้ปัญหาจราจรกรุงเทพมหานครและการวางระบบจราจรเพื่อนำพาประเทศสู่ความเจริญนั้นถูกกำหนดเป็นนโยบายมาตั้งแต่ปี 2536 หรือ 3 ทศวรรษหายไป ผู้พันปรางรู้สึกเห็นอกเห็นใจประชาชนและสงสารประเทศชาติมาก จึงได้สรุปสาเหตุและปัญหา ซึ่งส่งผลให้แผนงานใน 3 ทศวรรษสูญเปล่า คือ
“คุณพ่อสุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วางแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยจัดทำแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน ปี พ.ศ. 2536 ใน 8 เมืองใหญ่ คือ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เพื่อกระจายความเจริญ และกระจายคน เพื่อลดความเเออัดการจราจรในกรุงเทพมหานครทางอ้อม
แผนแม่บทรถไฟความเร็วสูง 6 สาย ระยะทางรวม 3,400 กิโลเมตร ซึ่งมีปัญหาหลังจากผู้รับสัมปทานตั้งแต่ปี 2562 เริ่มงานไม่ได้ในส่วนของ 3 สนามบิน และต้องแก้ไขสัญญาในขณะนี้ โดยปัญหานี้เคยเกิดกับ BTS ช่วงปี 2535 – 2537 จนกระทั่งมาใช้แผนแม่บทของเราจัดทำให้ MRT เมื่อ 27 กันยายน 2537 ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี 17 พฤษภาคม 2537 ปัญหาลาวาลินและโฮปเวลล์รวมถึง BTS และรถไฟ 3 สนามบินล้มเหลว คือปัญหาของแผนแม่บทไม่ใช่สัญญาค่ะ
นอกจากนี้ คุณพ่อยังแนะนำว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดเส้นทางทางหลวง 13 สาย ระยะทาง 4,150 กิโลเมตร และทางหลวงเอเชีย 12 เส้นทาง ระยะทางรวม 6,731 กิโลเมตร ซึ่งล่าช้ามาเกือบ 30 ปี
ควรทำให้เรียบร้อยทั้งระบบ เพื่อกระจายความเจริญจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาค และกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวในทุกภูมิภาคซึ่งระบบขนส่งมวลชนเร็วไปถึง เพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจของคนในภูมิภาคซึ่งไม่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวเท่ากับกรุงเทพมหานคร ทั้งที่มีทั้งแหล่งโบราณคดี แหล่งวัฒนธรรม และธรรมชาติสวยงาม มีภูเขา ทะเล น้ำตก และอื่นๆ มากกว่ากรุงเทพมหานครเสียอีก
คุณพ่อได้แนะนำให้รัฐบาลไปขอความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่นแทนการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน โดยเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ Land Bridge เช่นเดียวกับสนามบินสุวรรณภูมิในยุคที่ยังใช้ชื่อว่าสนามบินกรุงเทพฯ แห่งที่ 2 ในปี 2539 https://www.jsce.or.jp/e/archive/project/pj17.html
แผ่นที่ระลึกในการลงนามระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยในปี พ.ศ. 2539 โดยให้สนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2543 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี แต่ได้ยืดเยื้อเป็น 10 ปี
ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่นในด้านคมนาคมอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ยกเว้นโครงการสะพานมิตรภาพไทย – ลาว และ MRT สายสีน้ำเงิน เพราะ MOU ตั้งแต่รัฐบาลชวน 1 แต่ไม่ได้เริ่มต้นตามกำหนดซึ่งควรแล้วเสร็จในปี 2541 ก่อน BTS เนื่องจากแผนแม่บท MRT ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ BTS ไม่เคยมีแผนแม่บทใดๆ ในที่สุด MRT ต้องเสียส่วนไข่แดงไปให้ผู้รับสัมปทานตามเงื่อนไขของพรรคพลังธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาล เมื่อธันวาคม 2537 ส่งผลกำหนดค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสายไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รับรายได้ส่วนไข่แดง”
จากแผนพัฒนาจราจรสู่เอเชียนเกมส์และโรงพยาบาลสำคัญของประเทศ
เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คุณพ่อสุขวิช รังสิตพล จึงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ และ ประธานคณะกรรมการอีกหลายตำแหน่งในยุคปฏิบัติประเทศไทยถึงโครงสร้างเพราะจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนฉบับแรกและฉบับเดียวของประเทศไทยสำเร็จ
ในฐานะประธานคณะกรรมการเอเชียนเกมส์ฯ คุณพ่อเสนอให้มอบงบประมาณส่วนที่เหลือจากเมืองทองฯ ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างธรรมศาสตร์สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และหอพักนักกีฬา ซึ่งต่อมาใช้เป็นหอพักนักศึกษา
พร้อมกับคำขวัญ มิตรภาพไร้พรมแดน (Friendship beyond Frontier)
“คุณพ่อเป็นศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นแรกที่ต้องสอบเข้าเรียน หม่อมเจ้าลักษณเลิศ ชยางกูร ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ในขณะนั้น และมีฐานะเป็นลุงเขยของคุณพ่อ แนะนำให้ไปสอบเข้าเรียนเป็นรุ่นแรกให้ได้ โดยท่านปู่ลักษณเลิศสังเกตเห็นความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของคุณพ่อตั้งแต่เด็ก ต้องการให้คุณพ่อรับราชการในสังกัดมหาดไทย ช่วยพัฒนาชนบทไทยซึ่งยังคงยากจน ล้าหลังอยู่มากในยุคนั้น และต้องการคนเก่ง คนดี มีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต อย่างหลานชายซึ่งท่านช่วยดูแลมาตั้งแต่เกิดเนื่องจากกำพร้าบิดา
ช่วงรอการเปิดสอบเป็นปลัดอำเภอ คุณพ่อมีโอกาสฝึกงานกับบรรษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน คือ กลุ่มผู้ผลิตและค้าน้ำมัน CALTEX ซึ่งในขณะนั้นได้ร่วมกับ Thai Oil ก่อตั้งโรงกลั่นน้ำมันที่ ศรีราชา เป็นโครงการ Mega Project ของนายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน (บิดาของนายบางกอก เชาว์ขวัญยืน ผู้ก่อตั้งไทยออยล์)
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานราคาถูก จึงมีโครงการขุดคลองคอดกระเพื่อลดค่าขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ระหว่างนั้นผู้บริหารขอให้คุณพ่อเข้าร่วมงานกับกลุ่ม CALTEX โดยให้เหตุผลว่าการนำพลังงานราคาถูกมาให้ประชาชนทั้งประเทศใช้ เท่ากับได้ช่วยประชาชนทั้งประเทศ ให้ลำบากน้อยลง ช่วยประชาชนได้นับล้าน จำนวนมากกว่าช่วยเหลือประชาชนในอำเภอเล็กๆ ในฐานะปลัดหลายเท่าตัว คุณพ่อจึงเข้าร่วมงานกับ CALTEX ตั้งแต่ตอนนั้น
และในช่วงเวลากว่า 32 ปี คุณพ่อนำพา CALTEX ผ่านวิกฤตจากภัยคอมมิวนิสต์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำมัน 2 ครั้ง และ CALTAX เป็นสถานีบริการน้ำมันแห่งแรก ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้เปิดร้านสะดวกซื้อ และคุณพ่อสมนาคุณลูกค้าด้วยห้องน้ำสะอาดติดแอร์เพื่อบริการประชาชนเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยด้วยค่ะ
นอกจากนี้ คุณพ่อริเริ่มก่อตั้งโรงกลั่นแห่งที่ 4 ของประเทศไทย หรือ SPRC โดยมีปรัชญาว่า ทุกคนในประเทศ คือครอบครัว และในปัจจุบันเป็นบริษัทซึ่งได้รับการยอมรับว่าดูแลพนักงานดีเป็นอันดับต้นๆ ในระยอง และมีการแข่งขันสูงมากเพื่อเข้าเป็นพนักงาน
คุณพ่อคือ ชาวเอเชียคนแรก ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ระดับโลก สัญชาติอเมริกัน หรือ CEO ของ CALTEX เพราะคนอเมริกันในอดีต มีความเชื่อว่า คนผิวขาวมีความสามารถมากกว่าเผ่าพันธุ์อื่น
ระหว่างดำรงตำแหน่ง CEO CALTEX คุณพ่อได้สร้างห้องพักคนป่วยในโรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งยังคงมีตัวอักษร CALTEX สลักไว้จนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนห้องครอบครัว รังสิตพล ณ โรงพยาบาลต่างๆ อาทิ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎ และโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ฯลฯ เป็นการทำบุญประจำปีตั้งแต่ คุณแม่ผิวผ่อง ณรงค์เดช เปลี่ยนมาใช้ นามสกุล รังสิตพล เพื่อให้ลูกๆ รู้จักการตอบแทนสังคม เเละเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณธรรมและตอบแทนสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ
“ผู้พันปราง” ยังกล่าวต่อว่า นอกจากตอบแทนสังคมทั้งผ่านทางบริษัทและส่วนตัวแล้ว คุณพ่อสุขวิช รังสิตพล ยังได้ร่วมเป็นกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระยุพราชยาวนานกว่า 40 ปี โดยได้ร่วมบริหารมูลนิธิสมเด็จพระยุพราชตั้งแต่มีเพียง 18 เตียง และเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กในพื้นที่สีชมพู 21 จังหวัด ต่างจากปัจจุบันซึ่งพัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่และขนาดมาตรฐาน สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศีกษาธิการ คุณพ่อเตรียมนำหนทางปฏิบัติสู่ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการเพิ่มสาขาวิทยาศาสตร์ ไปใช้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เพื่อขยายการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจากด้านสังคมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของคนไทยตามเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538 ว่าประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 หรือ 25 ปี นับจากปีแรกของการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538
โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งคุณพ่อก่อตั้งขึ้นใหม่ เมื่อ 20 เมษายน 2540 เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏนำร่อง โดยมีเจตนารมณ์ให้ทำ MOU กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันพัฒนาตามปรัชญาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8
“ผู้พันปราง” เล่าด้วยว่า เมื่อครั้ง ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (บิดานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี) ขอให้คุณพ่อของเธอ เป็นผู้สนับสนุนหลักของ “ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์” คุณพ่อตอบรับอย่างเต็มใจและสนับสนุนตลอดมา และเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ฯ ได้ขอความร่วมมือเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานศึกษาชั้นนำของประเทศ เพราะ พ.ศ. 2538 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ยังคงทำการเรียนการสอนโดยอาศัยพื้นที่วัด และไม่มีใบรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ คุณพ่อให้ความร่วมมือและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง อีกทั้งลงชื่อรับรองในเอกสารซึ่งคุณหมอถือมาเองทันที ส่งผลให้โรงเรียนมหิดลฯ ย้ายมาอยู่ในบริเวณที่ตั้งปัจจุบันได้ ตั้งแต่ปี 2538

นโยบายปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กไทยเป็นเลิศ
“ผู้พันปราง” เล่าด้วยว่า นายสุขวิช รังสิตพล ยังได้กำหนดแผนงานเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประเทศเดินไปสู่เป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ข้อ 4 เพื่อให้คนไทยมีขีดความสามารถพร้อมปรับตัวรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับที่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้
คนไทยวัยหนุ่มสาวจะต้องได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของคนในกลุ่มอายุ 18 – 24 ปี ซึ่งปรากฏว่าจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
ผลงานสำคัญอีกประการหนึ่งของนายสุขวิช รังสิตพล คือ “การอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538” ซึ่งมีจุดเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยกระทรวงศึกษาธิการ วางเป้าหมายว่าจะขยายบริการการศึกษาจาก 6 เป็น 9 ปี ภายในปี 2550 แต่มีเหตุการณ์รัฐประหาร 2534 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จึงทำให้ขยายบริการให้เด็กและเยาวชนได้เข้าเรียนเพิ่มเพียงปีละ 1 หมื่นคน ทั้งที่ในขณะที่ยังมีเด็กและเยาวชนไม่ได้รับบริการการศึกษา 9 ปี เป็นจำนวนมากถึง 3 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเด็กจากครอบครัวยากจน
“จากโรดแมป 150 วันในปี 2538 คุณพ่อพบว่า ประเทศไทยเรายังคงมีเด็กขาดสารอาหารตาย ซึ่งวิธีแก้คือ ต้องขยายโรงเรียนอนุบาลชนบทหรือศูนย์เด็กเล็กอายุ 3 – 5 ขวบ ให้ทั่วถึง และจากประสบการณ์การก่อตั้งโรงกลั่น SPRC คุณพ่อทราบดีว่า ประเทศไทยในยุคนั้นยังขาดแคลนแรงงานอาชีวศึกษาซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ คุณพ่อสุขวิชจึงเริ่มแผนอภิวัฒน์การศึกษาไทย มีวัตถุประสงค์ของการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538 เพื่อให้ประชาชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้อยู่ในสังคมโลกอย่างเป็นสุขได้
คุณพ่อได้กำหนดเป้าหมายให้ระบบการศึกษาไทยเป็นเลิศในปี 2550 ปรากฏในการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538 ด้วยแผนแม่บทนโยบายปฏิรูปการศึกษายุคโลกาภิวัตน์ 2538 : เพื่อเตรียมพร้อมพลเมืองไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 เพราะมั่นใจว่าระบบการศึกษาที่ดีจะนำมาซึ่งความสุขของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วโดยประเทศฟินแลนด์
การอภิวัฒน์การศึกษาต่างจากแนวทางของผู้บริหารและผู้ดูแลด้านการศึกษาของไทยในปัจจุบันซึ่งหลงทิศหลงทางไป โดยเฉพาะการออกกฎการศึกษาภาคบังคับปี 2545
ได้ลดสิทธิ์การศึกษาพื้นฐาน 12 ปี จากมัธยมปลายหรืออาชีวะเหลือเพียงมัธยมต้น ทำให้เป็นต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจไทยถดถอยในปัจจุบันเพราะขาดแคลนแรงงานสายอาชีพ ซึ่งต้องเร่งเพิ่มทักษะเพื่อซอฟต์พาวเวอร์ ตามวาทกรรมของนักการเมือง ผู้ดำเนินนโยบายผิดพลาด”
นโยบายของนายสุขวิช รังสิตพล ที่ผู้พันปรางยืนยันว่าถูกต้องและตรงจุดที่สุดในการพัฒนาประเทศนั่นคือ แนวทางปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผู้พันปรางอธิบายสรุปโดยย่อ ดังนี้
“แนวทางปฏิรูปการศึกษาของคุณพ่อสุขวิชฯ แนวทางแรกคือ การปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีมาตรฐานในทุกระดับและประเภทของโรงเรียน – สถาบันการศึกษา รวมถึงขยายการศึกษาให้ครอบคลุมทุกระดับ ด้วยการกำหนดให้โรงเรียนทุกแห่งภายใต้โครงการปฏิรูปโรงเรียนเป็นโรงเรียนในอุดมคติ ผ่านบัญญัติ 10 ประการ ของคุณพ่อสุขวิช รังสิตพล เด็กต้องได้รับการศึกษา พร้อมอาหาร อย่างน้อย 1 มื้อ และอุปกรณ์ครบครัน
ประการที่ 2 ต้องปฏิรูประบบบริหารการศึกษาเพื่อให้บุคลากรทางการศึกษา สามารถใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งคุณพ่อคิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดทำเป็นเครื่องมือในการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538
การปฏิรูปการบริหาร โดยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดทำงบประมาณจากส่วนกลางในนามกระทรวงฯ ต้องถ่ายโอนอำนาจการบริหารงบประมาณให้ท้องถิ่น เพื่อตอบสนองความต้องการท้องถิ่น เพราะตัดสินใจโดยคนในท้องถิ่นเพื่อลูกหลานของเขา คล้ายๆ กับระบบ SBM ของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สถาบันการศึกษาได้รับอำนาจในการตัดสินใจด้านการบริหาร และสามารถบริหารการศึกษาที่เหมาะสมและมีคุณภาพ – มาตรฐาน รวมถึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพท้องถิ่นได้มากที่สุด
(https:// unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000122102)
ปัจจุบันระบบนี้ใช้เฉพาะในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ประการที่ 3 การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีตัวอย่างที่วิทยาลัยการอาชีพพานทอง หรือปัจจุบันคือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) พร้อมทั้งจัดสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการครู
ประการที่ 4 การปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ มีความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และสังคม โดยให้เริ่มเรียนภาษาและเทคโนโลยี ตั้งแต่ประถม 1
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000113535
ผลงานของนายสุขวิช รังสิตพล ได้รับการยอมรับจากนานาชาติและองค์กรต่างๆ ระดับโลก จากการอภิวัฒน์การศึกษาไทย 2538 ดังนี้
1) 1996 “During his trip to the Philippines, H.E. Mr. Sukavich Rangsitpol was conferred an Honorary Degree of Doctor of Education by the Philippine Normal University. His will to reform education and strong leadership in educational management were highly commended.”
https://web.archive.org/web/20220904100222/https://
www.seameo.org/vl/library/dlwelcome/photogallery/president/ sukavich.htm
2) ปี 2540 UNESCO มอบรับรางวัลการจัดบริการการศึกษาเป็นเลิศ
(https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000114483)
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000114483
3) ปี 2541 UNESCO มอบ รางวัลการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารการศึกษา และบริการการศึกษา
https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000141834
(https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000141834)
“ผู้พันปราง” จึงเชื่อมั่นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของนายสุขวิช รังสิตพล เป็นเรื่องที่ต้องนำกลับมาพิจารณาและสานต่อนโยบายให้เกิดความสำเร็จให้จงได้ เพราะเห็นได้ชัดแล้วว่า การละเลยและทิ้งไปจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ทำให้ประเทศชาติสูญเสียโอกาสอันดีอย่างไม่ควรเป็น
ในการดำเนินนโยบายยุคนายสุขวิช รังสิตพล ร่วมบริหารบ้านเมืองในอดีต เป็นยุคที่ประชาชนกำลังเริ่มมีการศึกษา ประเทศเริ่มมีการวางรากฐานทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนมีกำลังซื้อทุกท้องถิ่น เพราะกลุ่มเปราะบางได้รับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี รวมถึงเยาวชนด้อยโอกาสได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีเพราะมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสานต่อเรื่องนี้ เพื่อจูงมือผู้บริหารประเทศที่เดินผิดลู่ผิดทางไปในหลายๆ ยุคที่ผ่านมา ให้กลับมาเดินในเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อนำประเทศสู่การพัฒนาเสียที และผู้พันปรางก็เชื่อว่า ในฐานะที่ได้ร่วมทำงานกับคุณพ่อมาโดยตลอด จะสามารถนำผลงานต่างๆ มาสานต่อและดำเนินนโยบายบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และปัญหาความด้อยการศึกษาของคนในประเทศให้สำเร็จในที่สุด
(พื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์)

