17 ปี ‘นักข่าวพลเมือง’ จากพลังการสื่อสารพลเมืองสู่สื่อเสริมพลังท้องถิ่น

28.12.24 | 01:00 น.

ในทุกยุคสมัย ‘สื่อ’ มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้คัดเลือกและกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในสังคม การนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมร่วมกัน

การเกิดขึ้นของ “นักข่าวพลเมือง” ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสื่อ เพราะไม่เพียงให้ความสำคัญกับการเป็นแหล่งข้อมูล แต่ยังเชื่อมโยงให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและเล่าเรื่องราวของชุมชนผ่านมุมมองที่ลึกซึ้งและน่าเชื่อถือ โดยการสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมและทรัพยากรจากองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นำโดย ‘สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ’ ที่ได้ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างทักษะการทำงานของนักข่าวพลเมือง สร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยดีขึ้น ผ่านการทำงานของนักข่าวพลเมืองที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเจาะลึกถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ และแนวคิดเบื้องหลังโครงการ “นักข่าวพลเมือง” ชวนไปพูดคุยกับ นายสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ที่จะมาเล่าถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านบทบาทของสื่อ และการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า

“ไทยพีบีเอสไม่ใช่แค่ทีวี แต่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะ” คือคำนิยามที่สมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ใช้อธิบายบทบาทขององค์กร ที่มุ่งเน้นการเสริมพลังให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา สำนักเครือข่ายฯ ได้พัฒนาเครื่องมือและพื้นที่สื่อสารให้ประชาชนได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ผ่านการทำหน้าที่เป็น “นักข่าวพลเมือง” ที่ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 7,000 คน ผ่านเครื่องมือที่ไทยพีบีเอสพัฒนาขึ้น เรียกว่า แอปพลิเคชัน C-Site โดยมีหลักการสำคัญคือ การให้พื้นที่ประชาชนได้สื่อสารอย่างอิสระ รายงานข้อมูลข่าวสารแบบง่ายๆ ได้ทั้งในโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนและบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันในสังคม นักข่าวพลเมืองไม่เพียงเป็นผู้ส่งข่าว หรือเผยแพร่ข่าว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เสียงของประชาชนในท้องถิ่นได้รับการยอมรับในระดับที่กว้างขึ้น ผ่านการใช้การสื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยการฝึกฝนทักษะการสื่อสารที่สำคัญ นักข่าวพลเมืองจึงมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจและสร้างโอกาสในการพูดคุยกันระหว่างทุกภาคส่วน โดยใช้สื่อในการสะท้อนปัญหาชุมชนให้กลายเป็นการเรียนรู้ร่วมกันและสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น

‘ปลาทูบางสะพาน’ ตัวอย่างความสำเร็จจากนักข่าวพลเมือง

Advertisement

“เราเชื่อว่าความคิดที่แตกต่างสามารถนำไปสู่การยกระดับสังคม จากที่คิดว่ามีทางออกเพียงทางเดียว อาจทำให้เราเห็นทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น” สมเกียรติกล่าวพร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากกรณีความขัดแย้งในพื้นที่บางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านสองกลุ่ม เรื่องการสร้างโรงเหล็ก ที่สร้างความแตกแยกและการปะทะกันทางความคิด จนนำไปสู่การเกิดความรุนแรงภายในชุมชน สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงและแก้ไขความเข้าใจผิด การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของนักข่าวพลเมือง ทำให้ชาวบ้านบางสะพานน้อยได้สะท้อนภาพของความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่พวกเขาภูมิใจ ภาพการจับปลาทูที่สามารถหากินได้ง่ายๆ บริเวณริมหาด ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่นที่ต้องออกไปในทะเลลึกเพื่อหาปลาทู พวกเขาเลือกที่จะนำเสนอความอุดมสมบูรณ์นี้แทนที่จะพูดถึงการสร้างโรงถลุงเหล็กที่กำลังเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง การเลือกเล่าเรื่องของปลาทู ทำให้คนในชุมชนเริ่มมองภาพใหญ่และเห็นความสำคัญของสิ่งที่พวกเขามีในพื้นที่ของตนเอง การสื่อสารนี้ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความภูมิใจในทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ และเริ่มมองหาวิธีการพัฒนาชุมชนที่ไม่ต้องทนทุกข์กับความขัดแย้งทางความคิดเห็น

นอกจากนี้ งานสื่อที่สร้างขึ้นไม่เพียงแค่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่ได้เห็นว่า หากเรามองข้ามปัญหาชั่วคราวและขยายมุมมองไปสู่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชน มันสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาชุมชนในทิศทางที่ยั่งยืน การมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ช่วยให้ชุมชนหาทางออกจากความขัดแย้ง แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในการร่วมมือกันพัฒนาชุมชน

สื่อสาธารณะในยุคดิจิทัล ขับเคลื่อนความร่วมมือจากท้องถิ่นสู่สังคม

จากเรื่องราวปลาทูของชาวบางสะพานน้อย ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันกับท้องถิ่น สื่อสาธารณะในยุคดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมพลังให้ชุมชนสามารถถ่ายทอดความหมายและเรื่องราวของตัวเองได้อย่างสร้างสรรค์

สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็นว่า บทบาทของสื่อได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา จากเดิมเป็นผู้กำหนดวาระสังคม สู่การเป็นพื้นที่กลางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจร่วมกัน เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงพลิกโฉมวิธีการสื่อสาร แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนความหลากหลายในมุมมองของสังคม ย้อนกลับไปในอดีต การสื่อสารมักเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจหรือผู้ที่มีช่องทางเฉพาะทาง แต่วันนี้ สื่อสาธารณะ อย่าง ไทยพีบีเอส ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรายงานข่าวสาร แต่ยังสร้างพื้นที่ที่ให้คนทั่วไปสามารถนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ สื่อยังช่วยแปลงข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการตัดสินใจ เช่น ผ่านการประชาพิจารณ์หรือกระบวนการที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในยุคที่ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงพื้นที่ในภูมิภาค แต่เป็นแหล่งพลังสร้างสรรค์ที่สามารถพัฒนาร่วมกัน การสร้างระบบนิเวศของสื่อท้องถิ่นที่เข้มแข็งจึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้คนและประเด็นสำคัญในชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ สื่อในยุคดิจิทัลจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งสาร แต่เป็นกลไกสำคัญที่สร้างความร่วมมือและการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

ก้าวต่อไปของสำนักเครือข่ายฯ สู่การเป็นพลังขับเคลื่อนพลเมืองยุคดิจิทัล

ในปี 2568 สำนักเครือข่ายฯ มุ่งมั่นที่จะสร้าง ชุดข้อมูลและประเด็นร่วมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างภูมิภาคและขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมไทยให้ยั่งยืน โดยตั้งเป้าสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใน 16 ประเด็นหลักที่สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของแต่ละภูมิภาค เช่น กรณีปัญหาช้างในพื้นที่ต่างๆ หรือประเด็นปลาหมอคางดำซึ่งกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย นักวิชาการ หรือชุมชนในท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับสังคมไทย

การสร้าง วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่อิงข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้ โดยสำนักจะเป็นผู้ริเริ่มให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการรับฟังและแสวงหาทางออกร่วมกัน ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ แต่ยังสร้างพื้นที่การสื่อสารที่เปิดกว้างและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

“สำหรับทิศทางในอนาคต เรามุ่งหวังที่จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและเสริมพลังพลเมืองผ่านการสื่อสาร เพื่อสร้างความสมดุลในสังคม แม้โลกจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย แต่เสียงของประชาชนยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาและสร้างสังคมที่เท่าเทียมมากขึ้น

“อีกทั้งสำนักเครือข่ายฯ ตั้งเป้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในระดับภูมิภาคและอาเซียน โดยการต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีการจับมือกับมหาวิทยาลัยในลาวและกัมพูชา เพื่อนำพลังการสื่อสารของพลเมืองข้ามพรมแดนสู่การพัฒนาร่วมกันในภูมิภาคนี้” ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ทิ้งท้าย