“การเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองที่ดีที่สุด เป็นการบริหารงานที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด”
ประโยคข้างต้นสะท้อนถึงแนวคิดของ นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย คนที่ 35 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารงานท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน สามารถเข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงการบริหารงานในระดับท้องถิ่นถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นกลไกที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม หรือเศรษฐกิจในชุมชน จากแนวคิดดังกล่าว สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาและการบริหารจัดการท้องถิ่นเพื่อเข้าใจบทบาทที่สำคัญของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยมากขึ้น ขอชวนไปพูดคุยกับ นายวิสูตร จงชูวณิชย์ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่จะมาร่วมเผยถึง พัฒนาการ วิสัยทัศน์ ภายใต้แนวคิด “คิดไกล คิดใหม่ เพื่อชาวเทศบาล” รวมถึงข้อเสนอแนะและความคาดหวังจากประชาชน

บทบาทและพัฒนาการของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
นายวิสูตร เริ่มฉายภาพว่า สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2503 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สืบเนื่องจากการประชุมเทศบาลนานาชาติ ครั้งที่ 14 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากรัฐบาลไทยเข้าร่วม แม้ในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีสมาคมของเทศบาล แต่กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ นายชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดีกรมการปกครองในขณะนั้น เข้าร่วมประชุมในนามของสมาคมเทศบาล
เมื่อกลับจากการประชุม รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มเทศบาลทั่วประเทศ จึงได้จัดตั้ง สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารและ เป็นตัวแทนเทศบาลทั่วประเทศในการติดต่อประสานงาน ต่อสู้เรียกร้อง สิทธิต่างๆกับรัฐบาลให้กับเทศบาลในช่วงแรก สมาคมยังอยู่ภายใต้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายชำนาญ ยุวบูรณ์ เป็นนายกสมาคมคนแรก มีเทศบาลจำนวน 129 แห่ง โดยเฉพาะหลังการยกฐานะสุขาภิบาลในปี 2542 มีจำนวนมากกว่า 2,400 แห่ง ในปัจจุบันสมาคมจึงต้องปรับบทบาทและโครงสร้างเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว
และในปี 2542 การกระจายอำนาจในการบริหารสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยเริ่มต้น โดยการจัดระเบียบใหม่ให้มีสันนิบาตเทศบาลจังหวัด สันนิบาตเทศบาลภาค และสมาคมสันนิบาตเทศบาล เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงทุกภาคส่วน โดยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการบริหารเพิ่มขึ้นจาก 9 คน เป็น 83 คน รวมถึงการ คัดเลือกประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดและประธานสันนิบาตเทศบาลภาค จำนวน 76 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระจายอำนาจไปยังระดับท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาและการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่นส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เทศบาลสามารถเข้าถึงประชาชน ได้ใกล้ชิดและตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ดียิ่งขึ้น เทศบาลกลายเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการให้บริการสาธารณะต่างๆ ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข และเศรษฐกิจภายในชุมชน
วิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาเทศบาล
นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ว่า “คิดไกล คิดใหม่ เพื่อชาวเทศบาล” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทุกเทศบาลทั้ง 2,472 แห่งทั่วประเทศ ให้ทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่รองรับได้อย่างชัดเจน ไม่ให้เกิดความกังวลในเรื่องความถูกต้องในการดำเนินงาน
“สิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนในเขตเทศบาลเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของเทศบาลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนที่เทศบาลสามารถทำได้และสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ ต้องมีความโปร่งใสในกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน หากเทศบาลสามารถทำได้ เราจะดำเนินการทันที ส่วนใดที่ไม่สามารถทำได้ก็จะต้องแจ้งให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“นอกจากนี้ ผมอยากให้รัฐบาลสนับสนุนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ หากท้องถิ่นสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ก็ขอให้ได้รับอำนาจในการดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดหรือกรอบที่ไม่ชัดเจนอีกต่อไป” นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าว
พัฒนาการและทิศทางการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบัน
เมื่อถามว่า พัฒนาการของการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงอย่างไร นายวิสูตร ให้ความเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของการทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ไม่มีองค์กรไหนที่สามารถสัมผัสและเข้าใจความต้องการของประชาชนได้ดีเท่ากับเราในฐานะของชาวท้องถิ่น เพราะเทศบาลรู้ทุกเรื่องของพี่น้องประชาชน เราไม่ได้ทำงานตามคำสั่งจากข้างบนเหมือนในระบบเดิมๆ ซึ่งมักจะสั่งการจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่ แต่การเมืองท้องถิ่นของเราเป็นการบริหารจากฐานล่างขึ้นสู่ข้างบน เรามาจากชุมชน รู้ปัญหาของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างดี จึงสามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างตรงจุด
“การที่เรามีการตัดสินใจและบริหารจากข้อมูลที่ได้มาจากประชาชนโดยตรงนั้น ทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่มักจะเป็นการวางนโยบายจากส่วนกลางที่อาจไม่ตรงกับความต้องการในพื้นที่ การเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองที่ดีที่สุด เป็นการบริหารงานที่ดีที่สุดที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด”
แม้ว่าการเมืองท้องถิ่นจะมีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากในอดีตมักถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรมการปกครองหรือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น การบริหารงานในระดับท้องถิ่นจึงถูกจำกัดโดยการควบคุมจากส่วนกลาง แต่ในปัจจุบันการบริหารงานของคนในพื้นที่โดยตรงกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นแนวทางที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า

เสียงจากท้องถิ่นถึงส่วนกลาง เสียงสะท้อนรอคอยการเปลี่ยนแปลง
การเมืองท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน แต่ยังคงมีอุปสรรคที่ขัดขวางการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยได้สะท้อนปัญหาหลัก 3 ประการ ที่ภาครัฐควรเร่งแก้ไขพร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ ได้แก่
1. งบประมาณที่ยังคงไม่เพียงพอ
แม้รัฐบาลจะมีเป้าหมายตั้งแต่ปี 2549 ที่จะจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่น้อยกว่า 35% ของงบประมาณรวมของประเทศ แต่ปัจจุบันในปี 2568 ท้องถิ่นยังได้รับงบประมาณเพียง 29% เท่านั้น ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก
ข้อเสนอแนะ:
- รัฐบาลควรดำเนินการจัดสรรงบประมาณตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และปรับปรุงระบบการกระจายงบประมาณให้มีความโปร่งใสและเหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น
2. วาระการดำรงตำแหน่งของนายก อปท. สมาชิก อปท. ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความต่อเนื่อง
ปัจจุบัน พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของนายก อปท. สมาชิก อปท. ไว้ที่ 4 ปี และห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการพัฒนาโครงการต่างๆ และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายระยะยาว
ข้อเสนอแนะ:
- เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจโดยตรงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง หากผู้ดำรงตำแหน่งมีผลงานที่ดีและประชาชนยังให้การสนับสนุน ก็ควรให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ โดยไม่มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง
3. คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ ปัจจัยสำคัญของการเมืองท้องถิ่น
ด้วยความใกล้ชิดกับชุมชน นายก อปท. สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และประชาชนสามารถประเมินผลการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นได้โดยตรง ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา เช่น ในการเลือกตั้งนายกเทศบาลครั้งที่ผ่านมา พบว่าผู้สมัครใหม่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าผู้ดำรงตำแหน่งเดิม แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับผลงานและความสามารถในการทำงานมากกว่าการจำกัดวาระ
จากผลการเลือกตั้งครั้งก่อน เช่น ในการเลือกตั้งนายกเทศบาลพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้คะแนนเพียง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้สมัครใหม่ได้รับคะแนน 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ และในการเลือกตั้ง อบต. พบว่า คนเก่าได้คะแนนเพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ และคนใหม่ได้คะแนน 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าใครที่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้จริง และยืนยันว่า การจำกัดวาระอาจไม่จำเป็น หากผู้นำทำผลงานดีและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ข้อเสนอแนะ
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของผู้บริหารท้องถิ่น
- ใช้กลไกประชาธิปไตยเป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพของผู้ดำรงตำแหน่ง แทนการกำหนดข้อจำกัดที่อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่
ท้ายที่สุดการเมืองท้องถิ่นไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชน แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงเสียงของประชาชนสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของเทศบาลยังต้องการการสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ ทั้งในด้านงบประมาณและอำนาจการบริหารที่ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เมื่อท้องถิ่นแข็งแกร่ง ประเทศชาติก็จะเติบโตไปพร้อมกัน และนี่คือหัวใจของการเมืองท้องถิ่นที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จากฐานรากของสังคม

