กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลังจากพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) มาเป็น สกร.
มีหน้าที่จัด ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และสอดรับกับโยบายเรียนทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ภายใต้การนำของ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีสกร. กว่า 2 ปีที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนภารกิจไปแล้วใน 2 ส่วน คือ เดินหน้าจัดทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 11 ฉบับ ให้เกิดความสมบูรณ์ กระทั่งมีการออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2567 นำมาสู่การกำหนดตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการที่ปรากฏตามกฎกระทรวง โดยเสนอคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน( อ.ก.พ.) กระทรวง และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน พิจารณาตามลำดับ ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งระบบได้ ทั้งการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ทั้งหมดนี้สามารถขับเคลื่อนไปได้แล้วกว่า100%

ส่วนโครงสร้างข้าราชการครูในส่วนภูมิภาค ปัจจุบันสามารถขับเคลื่อนได้แล้ว100% แล้ว มีการย้าย การบรรจุแต่งตั้ง การสอบคัดเลือก ฯลฯ ส่วนที่ 2 การดำเนินการภารกิจตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา6 ที่กำหนดให้กรมมีหน้าที่จัดส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ ดังต่อไป การเรียนรู้ตลอดชีวิต ,การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ
สกร.พยายามปฏิวัติกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยปัจจุบัน ได้ประกาศใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567สำหรับจัดการศึกษาให้แก่ผู้ซึ่งอยู่ในวัยเรียน แต่ไม่ได้รับการศึกษาในสถานศึกษา หรือ ผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษา หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร หรือ ไม่มีหน่วยงานอื่นใดไปดำเนินการ เพื่อให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุน เพื่อให้ได้รับการศึกษาสูงกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยนำมาใช้แทนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และ จะเริ่มนำร่องเพื่อทดลองใช้หลักสูตรใหม่ใน 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ปทุมธานี สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด หนองคาย จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชุมพร และภูเก็ต ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป แบ่งการจัดการศึกษาตามกลุ่มผู้เรียน เช่น กลุ่มผู้เรียนปกติ กลุ่มผู้พิการ เด็กเร่ร่อน ภิกษุสามเณร ผู้ต้องขัง กลุ่มเด็กเปราะบาง ฯลฯ โดยได้มีการพัฒนารูปแบบการเทียบโอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเรียนในระบบปกติ
สำหรับนโยบายการส่งเสริมการอ่าน ที่ผ่านมาได้มีการสำรวจข้อมูล การอ่านออกเขียนได้ ของประชากรในแต่ละจังหวัด เพื่อเร่งดำเนินการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยในหลักสูตรหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับฯ มีการพัฒนานักเรียน นักศึกษาใน 2 ส่วน คือ การพัฒนาผู้เรียน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต กำหนดให้นักเรียน อ่านหนังสือ และนำไปสอนคนในครอบครัวที่มี “ภาวะลืมหนังสือ” หรือคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมถึงมีแนวคิด เสนอของบประมาณจัดทำที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหลายแห่งถูกทิ้งร้าง กลับมาดำเนินการ เพื่อส่งเสริมการอ่านให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น รวมถึงสามารถใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมประจำหมู่บ้านได้ด้วย

ปัจจุบัน สกร.มีห้องสมุดประชาชนในสังกัด จำนวน 925 แห่งทั่วประเทศ จำแนกเป็น ห้องสมุดประชาชนจังหวัด จำนวน 69 แห่ง ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี“ จำนวน 110 แห่ง ห้องสมุดประชาชนอำเภอ จำนวน 743 แห่ง และหอสมุดรัชมังคลาภิเษกฯ 1 แห่ง นอกจากนี้ยังมีศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนต่างๆทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย สกร.ได้จัดส่งหนังสือรูปเล่มไปให้ และใช้เทคโนโลยีจัดทำห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ โดยดำเนินการจัดทำ Qr Code เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์หลักของสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้(สพร.)และเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการรู้เรียนตลอดชีวิต
จากการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทย ปี 2568 พบว่า อัตราคนไทยรู้หนังสือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 98 เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่ง สกร.จะเดินหน้าสร้างนิสัยรักการอ่านของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดย สกร.ได้มีนโยบายให้ห้องสมุดประชาชนในสังกัดปรับเปลี่ยนเวลาทำการบริการประชาชนให้สอดคล้องตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งผลปรากฏว่า มีห้องสมุดประชาชน สามารถปรับเปลี่ยนเวลาทำการ ได้จำนวน 468 แห่ง คิดเป็น 50.6 % และ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเวลาทำการได้ จำนวน 457 แห่ง คิดเป็น 49.4% เนื่องจากที่ตั้งของห้องสมุดบางแห่งไม่ได้อยู่ร่วมกับสถานที่ราชการ บางแห่งอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชน บางแห่งมีผู้เข้าใช้บริการในช่วงนอกเวลาราชการจำนวนน้อย อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของบรรณารักษ์และประชาชนที่มาใช้บริการได้ ซึ่งได้กำชับให้มีการติดป้ายประชาสัมพันธ์ที่ห้องสมุดประชาชนที่ได้มีการปรับเปลี่ยนเหลื่อมเวลาทำการ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน รวมถึงให้มีการติดตามและรายงานผลห้องสมุดประชาชนที่เปลี่ยนเวลาทำการ เปิด-ปิด เหลื่อมเวลา ว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนและมีความก้าวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง
“นอกจากนี้ผมยังมีนโยบายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ภายใต้สังกัด สกร.รวม 20 แห่งทั่วประเทศ ไปพิจารณาเพิ่มเวลาทำการบริการประชาชนในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย โดยพิจารณาให้สอดคล้องตามบริบทของพื้นที่ และได้กำชับให้ห้องสมุดทุกแห่ง มีการเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ถ่ายทอดองค์ความรู้ ดนตรี กีฬา บันเทิง ทำให้ห้องสมุดมีชีวิต เพื่อดึงดูดประชาชนในทุกช่วงวัยเข้าใช้บริการทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ห้องสมุดเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชน เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเรียนรู้ของชุมชนได้จริง สำหรับห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้กำลังพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของการเชื่อมโยงไปสู่แพลตฟอร์ม Google Map ของห้องสมุดประชาชน รวมไปถึงหน่วยจัดการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด สกร. ต้องอัพเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยงกับ Google Map เพื่อค้นหาและทราบพิกัดของสถานที่ได้ ซึ่งจะดำเนินการได้แล้วเสร็จในเร็วๆนี้” นายธนากร กล่าว

การดำเนินงานทั้งหมด เพื่อให้สอดรับการภารกิจที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และนโยบาย เรียนทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytimeของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยนอกจากงานส่งเสริมการเรียนรู้ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังดำเนินการผลิตสื่อ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ในหลักสูตร 200 ชั่วโมง สำหรับกลุ่มที่มีภาวะการลืมหนังสือ และกลุ่มที่ไม่รู้หนังสือไทย ใน 3 รูปแบบ คือ สื่อเสียง ออนไลน์ และสิ่งพิมพ์ มอบหมายให้ศูนย์การศึกษาทางไกล ผลิตสื่อออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ห้องสมุด ผลิตสื่อโดยใช้เอไอมาช่วยในการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งมีหลายมิติ ทั้งการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ฝึกกระบวนการคิด เป็นต้น
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าบุคลากร สกร.ทุ่มการทำงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้บริหาร ที่จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต พื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และมุ่งหวังว่า หากสกร. จัดกิจกรรมโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จะสามารถพัฒนาการจัดการศึกษาได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน ผลงานหรือกิจกรรมที่ สกร.ภูมิใจ ยกตัวอย่างกิจกรรมที่เรานำมาจัดแสดง ในวาระวันสถาปนากรมฯ ซึ่งเราเปิดโอกาสให้สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด รวมถึงหน่วยงานส่วนกลาง ได้ นำเสนอกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เราเน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน ‘ส่งเสริมการอ่าน Virtual Reading’ จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเราคือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเด่นที่สะท้อนอนาคตของการเรียนรู้ เช่น “ Learn to Earn” ที่ กรุงเทพฯเน้นเชื่อมโยงการเรียนกับทักษะการหารายได้ในชีวิตจริง, กิจกรรมด้าน AI ที่สุราษฎร์ธานี และสตูล ที่เปิดโลกใหม่ให้เยาวชน และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือคนไร้บ้านในหลายจังหวัด อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่เรากำลังดำเนินการอยู่ คือการจัดสอบวัดผลเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้เปิดสอบไปรอบแรกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่าน ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้เรียน จำนวนมากที่สนใจลงทะเบียนสอบกับเรา ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมผู้ที่เป็นเลิศทางการศึกษาให้ ได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับสู่งขึ้นต่อไป ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่แค่การจัดงานหรือยอดคนเข้าร่วม แต่คือการที่กิจกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ได้สร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้ประชาชนรู้สึกว่า “ฉันก็เรียนรู้ได้ และ ยังพัฒนาได้เสมอ” ซึ่งนั่นคือหัวใจของการส่งเสริม การเรียนรู้ตามแนวคิดของกรมส่งเสริมการเรียนรู้
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้เรียนทุกกลุ่มมากขึ้น ตามสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้เรียนที่ไม่จำกัดอยู่ใน ห้องเรียนอีกต่อไป ดังนั้น จึงต้อง ‘ปรับตัว และนำหน้า’ เพื่อให้การเรียนรู้เข้าถึง ง่ายและตอบโจทย์ชีวิตจริง เริ่มจากการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ DOLEdemy (โดเดมี่) ซึ่งเป็นระบบเปิดให้ทุกคน เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต หรือความรู้ดิจิทัลใหม่ ๆ ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี ที่สำคัญคือ เราพัฒนาระบบข้อมูลผู้เรียน (Learner Profile) เพื่อให้คนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ได้ในระยะยาว เรายังพยายามใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น AI, Microlearning, Virtual Reading, สื่อ AR และเกมการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ เช่น บอร์ดเกม ในกิจกรรมที่ทำร่วมกับหลายจังหวัด เช่น ที่สตูลและสุราษฎร์ธานีก็มีการทดลองใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก
นอกจากนี้ ยังพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลให้กับกลุ่มผู้พิการ เช่น แอปพลิเคชันการเรียนรู้ด้วยเสียง หรือกิจกรรม Virtual Reading สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ทุกกลุ่มไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สรุปคือ นวัตกรรมของเรามีเป้าหมายชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่ทันสมัย แต่ต้องเข้าถึงง่าย ปรับใช้ได้ และเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง
“ในอนาคตข้างหน้า สกร.จะเดินหน้าโครงการสำคัญที่จะเป็นรากฐานใหม่ของระบบการเรียนรู้ ของคนไทย มีทั้งเรื่อง การยกระดับการเรียนรู้ด้วยดิจิทัล (Digital Learning), การสร้างหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับอาชีพจริง (Learn to Earn) การส่งเสริมการเรียนรู้ของกลุ่มนอกระบบ รวมถึงการสร้าง ระบบคุณวุฒิและการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนรู้นอกระบบมีน้ำหนักเท่าการเรียนในระบบอีกจุดที่เราจะเร่งพัฒนา คือ พื้นที่เรียนรู้แห่งอนาคต ทั้งในรูปแบบห้องสมุดดิจิทัล, พื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน และการเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ เช่น Geopark หรือ Biosphere ซึ่งจะเป็น Learning Space ที่ทันสมัยและยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือแบบ ‘ทั้งจังหวัด ข้ามกระทรวง’ เช่น ทำงานร่วมกับ ท้องถิ่น ในการขยายศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล เชื่อมกับกระทรวงแรงงานและเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างความร่วมมือกับภาคการศึกษาและ มหาวิทยาลัย เช่น การใช้ Open Course หรือการประเมินผลร่วม เราเชื่อว่าถ้าเราเปิดพื้นที่เปิดโอกาส และเปิดใจกับภาคีที่หลากหลาย คุณภาพการเรียนรู้ของคนไทยจะไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทั้งสังคม” อธิบดีสกร.กล่าว
สกร.ให้ความสำคัญมากครับกับการ ‘ไม่ทำแค่ให้เสร็จ แต่ต้องทำให้เกิดผลลัพธ์จริง’ เพราะฉะนั้นเรามีตัวชี้วัดที่หลากหลาย ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อประเมินว่าสิ่งที่เราทำมันเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ตัวอย่างเช่น เราวัดจากจำนวนผู้เรียนที่เข้าถึงกิจกรรมการเรียนรู้จริง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น เด็กนอกระบบ ผู้สูงวัย หรือกลุ่มเปราะบาง เราไม่ได้วัดเฉพาะที่จำนวนครั้ง แต่ดูว่าคนได้เรียนจริงไหม และมีทักษะอะไรเพิ่มขึ้นเรายังวัดผลจากความพึงพอใจของผู้เรียน และความต่อเนื่องในการกลับมาใช้บริการซ้ำ ถ้าคนเรียนแล้วกลับมาอีกก็แปลว่ามีคุณค่า

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ สกร. ในปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างเดิมของกศน. มาเป็น สกร.เต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่คือการเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนวัฒนธรรม และเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานเราต้องขยับจากระบบราชการแบบเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ทำงานเชิงนวัตกรรม คิดเร็ว ทำเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนในโลกที่หมุนไปเร็วมาก โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ถ้าเราไม่ปรับตัวให้ไว จะตามผู้เรียนไม่ทัน
อีกความท้าทายสำคัญคือ การทำให้คนในพื้นที่เชื่อมั่นและพร้อมขับเคลื่อน เพราะเราไม่ได้มีแค่ครูที่ทำหน้าที่ในห้องเรียนแบบเดิมเท่านั้น แต่เราทำงานกับชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ที่มีความหลากหลาย วิธีรับมือเริ่มจากการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ทั้งระดับนโยบายและพื้นที่ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จัด Workshop ให้คนทำงานได้ออกแบบนวัตกรรมเองในพื้นที่เราเปิดพื้นที่ให้เขาเสนอแนวคิดได้อย่างอิสระอีกด้านหนึ่ง เราปรับระบบหลังบ้าน พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบริหารข้อมูลผู้เรียน พัฒนาระบบติดตามผล และเริ่มขยายการใช้ข้อมูลเชิงหลักฐานในการประเมินผลการดำเนินงาน
สุดท้ายแล้วมองว่า ความท้าทายเกิดขึ้นได้ตลอด แต่สิ่งที่ยึดมั่นคือ วิสัยทัศน์และวัฒนธรรมองค์กร ของสกร. ที่ต้องการให้ประชาชนไทยได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ Learns better together และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งเป้าหมายนี้ยังชัดเจนเหมือนเดิม แม้เส้นทางจะเปลี่ยนไป

