จะต้องมีอีกกี่คนที่ต้องตายจากโรคไข้เลือดออก จะต้องมีอีกกี่คนที่เสียใจจากการจากไปของคนรัก ทั้งที่เราทุกคนสามารถป้องกันได้ และเราจะสามารถป้องกันตนเองจากโรคนี้ได้อย่างไร และผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
วันนี้จะมาพูดคุยกับ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช ในเวที Health Talk : ไข้เลือดออกมือสอง คนเจ็บที่ไม่ได้ป่วยแต่ต้องทุกข์ทรมาน เพราะคนที่รักเป็นไข้เลือดออก ในงาน Thailand Healthcare 2025 ภายใต้แนวคิด ‘A Better Life: สร้างสุขทุกช่วงวัย’

ไข้เลือดออก ความน่ากลัวที่คนมองข้าม
นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ ให้ข้อมูลถึงโรคนี้ว่า ความน่ากลัวของไข้เลือดออก คือเป็นโรคที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ทั้งในด้านความรุนแรงของอาการและพัฒนาการของโรค เพราะมีความซับซ้อนหลายด้าน ที่สำคัญยังเป็นโรคที่ไม่มียารักษาเฉพาะ และจากการเก็บข้อมูล พบว่าประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อมักจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคไข้เลือดออก แต่ถึงอย่างไรแม้ไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ผ่านยุงลาย
สำหรับโรคไข้เลือดออก มีระดับความรุนแรง 3 กลุ่มหลัก คือ 1. ไม่มีอาการ (DF) ไม่รู้สึกป่วยเลย สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 76 2. อาการไม่รุนแรง (DHF) ไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย อยู่ที่ประมาณร้อยละ 26 3. อาการรุนแรง (DSS) เลือดออก ช็อก เสี่ยงเสียชีวิต กลุ่มนี้จะมีประมาณร้อยละ 1
“จะเห็นว่าไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่มีอาการ อาการปานกลาง ไปจนถึงอาการรุนแรง เราไม่รู้เลยว่าเราหรือคนรอบข้างถ้าป่วยแล้วจะอยู่ในหมวดหมู่อาการไหน นี่แหละคือความน่ากลัวของไข้เลือดออก” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว
ล่าสุด ในรายงานสถานการณ์โรคติดต่อที่มีการระบาดในไทยปี 2566 พบมีการระบาดและมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกรวม 158,705 คน โดยมีผู้เสียชีวิต 181 ราย ในขณะที่ปี 2567 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 105,250 คน มีผู้เสียชีวิต 112 ราย ซึ่งในสองปีที่กล่าวมามีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันได้

ไข้เลือดออก ไม่ใช่โรคของเด็กอีกต่อไป
นพ.วีรวัฒน์ อธิบายว่า ปัจจุบัน ไข้เลือดออกไม่ใช่โรคของเด็กอีกต่อไป แต่เริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ มีสาเหตุหลักๆ คือการลดลงของจำนวนประชากรเด็กจากอัตราเกิดที่ต่ำ คนวัยทำงานใช้ชีวิตนอกบ้านมาก ทำให้มีโอกาสถูกยุงกัดมากขึ้น รวมถึงภูมิคุ้มกันของผู้ใหญ่ลดลง เพราะเคยติดเชื้อมาก่อน ทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงมากขึ้น หากติดเชื้อครั้งที่สอง
นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดโรครุนแรงจากไข้เลือดออก คือ กลุ่มผู้ที่มีโรคร่วม (Comorbidities) อันดับ 1 โรคเบาหวาน 4 เท่า อันดับ 2 โรคไต 4 เท่า 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด 3 เท่า และ 4. โรคความดันโลหิตสูง 2 เท่า ที่สำคัญหากมีโรคเรื้อรังมากกว่า 1 โรค ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น
เรียกได้ว่าโรคไข้เลือดออกกำลังเปลี่ยนหน้า ไม่ใช่แค่โรคของเด็กอีกต่อไป แต่เป็นภัยเงียบของคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอีกด้วย
ใครๆ ก็เป็นไข้เลือดออกได้
ด้วยสภาพอากาศของประเทศไทย เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดี ส่งผลให้โรคไข้เลือดออกระบาดทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ดังนั้นทุกคนที่อาศัยอยู่ในไทยเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออก แต่เราสามารถป้องกันให้ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกได้ นพ.วีรวัฒน์ แนะนำว่า ควรสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทายากันยุงเป็นประจำ เก็บบ้านให้โล่งสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด ควบคู่ไปกับทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
“ปัจจุบันมีวิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ดีกว่า คือ การฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนตัวใหม่ที่ออกมาเป็นวัคซีนที่มีแกนหลักเป็นไวรัสแดงกีสายพันธุ์ที่ 2 มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกทุกสายพันธุ์ถึง 80% พร้อมป้องกันการนอนโรงพยาบาลถึง 90% ฉีดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อายุ 4 – 60 ปี ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออก ที่สำคัญไม่ต้องตรวจภูมิก่อนฉีด” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

โรคไข้เลือดออกมือสอง
ไข้เลือดออกมือสอง คือโรคที่คนเจ็บไม่ได้ป่วยแต่ต้องทุกข์ทรมาน เพราะคนที่รักติดไข้เลือดออก เหมือนกับ ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกและเข้ารับการรักษาตัวที่โรคพยาบาลหลายวัน ทำให้เข้าใจถึงความน่ากลัวและอันตรายของโรคนี้ นอกจากส่งผลทางร่างกายและจิตใจแล้ว คนรอบตัวโดยเฉพาะคุณแม่ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน
“การป่วยไข้เลือดออกไม่ใช่แค่ตัวเราที่ได้รับผลกระทบ แต่คนรอบตัวโดยเฉพาะคุณแม่คุณพ่อก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องดูแล เป็นห่วง และคอยกังวลอยู่ไม่ห่าง” ไอซ์ ศรัณยู ปิดท้าย
อาการเหล่านี้เรียกว่า ‘ไข้เลือดออกมือสอง’ ที่ผู้ดูแลเองก็ได้รับผลกระทบจากคนที่รักป่วยเป็นไข้เลือดออก แต่ไข้เลือดออกป้องกันได้ เพียงฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดไม่ให้โดนยุงกัด โดยการสวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ทายากันยุง ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ปิดฝาอุปกรณ์ กักเก็บน้ำ กำจัดน้ำขัง และเปลี่ยนน้ำในภาชนะที่มีน้ำทุกสัปดาห์

