จากพระราชดำรัสสู่การพลิกโฉมสุขภาพคนไทย ‘โครงการคนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต’

9.07.25 | 15:26 น.

โรคไตเรื้อรังกำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคนไทย และเป็นภาระมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามจนเกินควบคุม

จุดเริ่มต้นจากพระราชดำรัส แรงบันดาลใจสู่การปฏิบัติ

ปัญหาโรคไตเรื้อรังของคนไทย  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยมาโดยตลอด  เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567 ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรแก่พยาบาลไตเทียม มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 50 และรุ่นที่ 51 ได้พระราชทานพระราชดำรัสที่สร้างแรงบันดาลใจและความตระหนักแก่ผู้เกี่ยวข้อง ความว่า

“ในปัจจุบันสถานการณ์โรคระบาดเบาบางลง ผู้ป่วยไตวายที่แทรกซ้อนจากโรคระบาดลดลง แต่ผู้ป่วยไตวายจากสาเหตุอื่นกลับทวีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยเครื่องไตเทียมมีเป็นจำนวนมาก แต่พยาบาลที่ชำนาญการใช้เครื่องไตเทียมมีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมพยาบาลไตเทียม เพื่อเพิ่มจำนวนพยาบาลไตเทียมให้มากพอที่จะให้บริการผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง ประการหนึ่งการรณรงค์เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องอาหารและโภชนาการ ตลอดจนวิธีปฏิบัติตนให้ปลอดพ้นจากโรคไต เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตลงได้”

Advertisement

พระราชดำรัสนี้เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง “มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย” ได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “โครงการป้องกันโรคไต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อต่อสู้กับโรคไตเรื้อรัง

ภาระค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข

โรคไตเรื้อรังส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย และเป็นภาระทางการเงินที่มหาศาลทั้งต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขของประเทศ ข้อมูลจาก Health Data Center (HDC) ในปีงบประมาณ 2567 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรคไตเรื้อรัง ได้รับการค้นหาและคัดกรองโรคไตเรื้อรัง เพียงร้อยละ 45.42 เท่านั้น

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยจำนวนมากเกินครึ่งหนึ่งของกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงหรือเป็นโรคไตเรื้อรังทำให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ล่าช้า ส่งผลให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงลิ่ว

และเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือการล้างไตทางช่องท้อง จะส่งผลถึงภาระงบประมาณที่ประเทศต้องแบกรับสูงกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทางตรงเท่านั้น ยังไม่รวมถึงต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากการสูญเสียผลิตภาพทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย ญาติและผู้ดูแล รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของครอบครัว

การที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ต้องใช้จ่ายเงินทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาล ค่ายา รวมถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางและสูญเสียรายได้จากการมารักษาพยาบาล ซึ่งสูงเกินกว่าที่ครอบครัวจะแบกรับได้ไหว ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องประสบปัญหาทางการเงินและหนี้สิน

การป้องกันและคัดกรองโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการชะลอความเสื่อมของไต และสามารถให้การดูแลรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินโรคไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย และจะลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้เป็นอย่างมาก

การตรวจโปรตีนในปัสสาวะและการตรวจวัดค่าการทำงานของไต เป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ การเพิ่มความรู้และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการคัดกรองอย่างทั่วถึง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับปัญหานี้

ความหวังใหม่ของสุขภาพคนไทย

เพื่อสนองพระราชดำริและแก้ไขปัญหาโรคไตเรื้อรังอย่างจริงจัง กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ “โครงการคนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต ภายใต้โครงการป้องกันโรคไต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568″ เพื่อค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและคัดกรองโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตและลดโอกาสการเกิดภาวะไตวายระยะสุดท้าย รวมถึงมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไตและเข้าถึงการตรวจคัดกรองอย่างทั่วถึง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มที่เสี่ยงโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, นิ่วในไต, โรคเก๊าท์ และผู้ที่มีประวัติซื้อยาชุดหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (ที่ไม่ใช่พาราเซตามอล) รับประทานเองเป็นประจำ รวม 7.2 ล้านคน โดยจะดำเนินการคัดกรองที่หน่วยบริการสุขภาพในเขตสุขภาพที่ 1 – 13 ทั่วประเทศ

โครงการนี้คาดว่าจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายประการ ได้แก่ ประชาชนไทยมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังและการป้องกันมากขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้นได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ลดอัตราการเกิดภาวะไตวายระยะสุดท้ายและค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รับการแนะนำในการปฏิบัติตัวและกลุ่มป่วยโรคไตเรื้อรังเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และเกิดระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวางแผนและพัฒนานโยบายสุขภาพ รวมถึงมีเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันและดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังทั่วประเทศ

โครงการ “คนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต ภายใต้โครงการป้องกันโรคไต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ” จึงไม่ใช่เพียงแค่โครงการคัดกรองสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเสมือนการลงทุนในสุขภาพของคนไทยในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ห่างไกลจากภาวะ

แทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรังได้อย่างยั่งยืน