ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง : เสียงจากผู้ถูกตีตราและความหวังผ่าน (ร่าง) พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติฯ

24.06.25 | 09:00 น.

“เสียงเราในวันนี้จะมีใครได้ยินไหม” คือคำถามที่สะท้อนความเงียบงันที่สั่งสมมานานของผู้ถูกเลือกปฏิบัติในสังคมไทย ทั้งในชีวิตประจำวัน ในนโยบาย และแม้แต่ในกฎหมาย

 เวที “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3” (Voice of the Voiceless) ภายใต้แนวคิด “รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม” ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 18 – 19 มิถุนายน 2568 คือ พื้นที่เปิดฟังเสียงของกลุ่มที่มักถูกมองข้าม พร้อมเสนอทางออกผ่าน (ร่าง) พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … ที่นายสมชาย หอมลออ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอในเวที “ยกสภามาหานะ…(เธอ) เมืองทอง”

 เขาระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่เลือกปฏิบัติ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับรองสิทธิ

และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน โดยไม่แบ่งแยกด้วยเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา สถานะสุขภาพ หรือเงื่อนไขอื่นใด

Advertisement

 เป้าหมายหลัก คือการเปลี่ยน “โครงสร้างที่เลือกปฏิบัติ” ให้เป็นระบบที่เท่าเทียม ไม่ใช่เพียงการเยียวยารายกรณี พร้อมกำหนดกลไกสนับสนุนไว้ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย (กระทรวงยุติธรรม) ระดับตรวจสอบ (คชป.) และระดับภาคประชาชน (สภาส่งเสริมและคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติ)

 จากเวทีย่อย ตัวแทนกลุ่มเปราะบางได้ลุกขึ้นสะท้อนประสบการณ์ตรง ทั้งสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามเพศสภาพ ผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีซึ่งยังถูกปิดกั้นสิทธิด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และแรงงานนอกระบบที่แม้มีบทบาททางเศรษฐกิจไม่ต่างจากแรงงานในระบบ แต่กลับไม่มีหลักประกันพื้นฐานรองรับ

 ซีซ่า ฤทธิวงศ์ จากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่บุคคลหลากหลายทางเพศยังคงเผชิญข้อจำกัดในการใช้สิทธิตามเพศสภาพที่แท้จริง เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้านาม และการเข้าถึงงานที่สอดคล้องกับตัวตน “ใบสมัครกับบัตรประชาชน กลายเป็นด่านแรกของการเลือกปฏิบัติ” เธอกล่าว นิภากรณ์ นันตา จากมูลนิธิผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี สะท้อนว่า แม้การรักษา HIV จะก้าวหน้า แต่ผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อยังเผชิญการตีตรา และเข้าไม่ถึงสิทธิสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะสิทธิด้านอนามัยเจริญพันธุ์ “ยิ่งหากมีประวัติใช้สารเสพติดมาก่อน โอกาสในการดูแลสุขภาพก็ยิ่งถูกจำกัด”

 กชพร กลักทองคำ จากสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทย ชี้ว่า แรงงานนอกระบบแม้จะมีบทบาททางเศรษฐกิจ

ไม่ต่างจากแรงงานในระบบ แต่กลับไม่ได้รับการคุ้มครองขั้นพื้นฐาน ไม่มีสวัสดิการ และเข้าไม่ถึงหลักประกันเมื่อต้องเผชิญเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ กฎหมายนี้อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่คือก้าวแรกที่สำคัญที่จะทำให้ “ทุกเสียง” ได้รับการรับฟัง และทุกคนในสังคมไทยสามารถใช้ชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ความเข้าใจ และความเท่าเทียม เพราะไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง