กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำอย่างเข้มข้น โดยได้ผนึกกำลังกับ 5 หน่วยงานพันธมิตรสำคัญ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการจัดการคุณภาพน้ำทั้งระบบ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ “คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน”
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาวิชาการด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้หัวข้อ “อาหารและน้ำ สู่วิถีชีวิตปกติใหม่ เพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน” (Food and Water for the New Normal toward Sustainable Safety) ณ โรงแรมมารวยการ์เดนท์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และวิชาการด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำให้ทันสมัย สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดการปัญหาและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเน้นย้ำว่า การทำงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำนี้สืบสานแนวคิดจากอดีต รมช.กระทรวงสาธารณสุข นายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่ต้องการให้ประชาชนมีสุขาภิบาลอาหารและน้ำที่ดีโดยเร็วที่สุด และปัจจุบัน นายอนุชา สะสมทรัพย์ รมช.กระทรวงสาธารณสุข ก็ยังคงเดินหน้าเจตนารมณ์นี้ การประชุมและการลงนาม MOU ในวันนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานและภาคีเครือข่าย เพื่อให้งานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำมีความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างมีความมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวกันและพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมถึงบทบาทสำคัญของการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหารและน้ำต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน และการส่งเสริมให้ทุกกลุ่มวัยมีสุขภาพดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงยิ่งขึ้น
กรมอนามัยได้กำหนดมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ภายใต้สัญลักษณ์ SAN และ SAN Plus เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว ตลาดสด ร้านอาหาร หรือ Street Food
ในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการจัดการคุณภาพน้ำทั้งระบบเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม กับ 5 หน่วยงานสำคัญ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของกรมอนามัยในการยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ โดยอาศัยการบูรณาการด้านกฎหมาย การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ

ภาคีเครือข่ายทั้ง 5 หน่วยงานกล่าวแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกรมอนามัย เริ่มจาก นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ย้ำว่า จะดำเนินการถ่ายทอดแนวทางตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางน้ำและการบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม พร้อมประสานการจัดการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม รวมถึงกำกับดูแล บังคับใช้มาตรการต่างๆ ตามกฎหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังโรงงานที่ลักลอบระบายน้ำเสียหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
เช่นเดียวกับ นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ที่ชี้ว่า คุณภาพแหล่งน้ำเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนผู้ใช้น้ำ การลงนาม MOU ครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้เกิดคุณภาพน้ำที่ดี ประชาชนจะได้ใช้น้ำที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และกรมทรัพยากรน้ำมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตาม MOU พร้อมสร้างกลไกเพื่อให้เกิดคุณภาพน้ำที่ดีและการใช้น้ำอย่างยั่งยืน
ทางด้าน นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาคุณภาพน้ำในปัจจุบันว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ สุขภาพประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการจัดการคุณภาพน้ำไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่
นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำบาดาลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องชนบทที่ใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับระบบประปาหมู่บ้าน การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาบาดาลที่นำมาใช้อุปโภคบริโภคนั้นได้มาตรฐานและปลอดภัย ตั้งแต่แหล่งน้ำต้นทางจนถึงก๊อกน้ำที่ปลายทาง
และ นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงภารกิจ ส่งเสริม และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,845 แห่ง ทั่วประเทศ ให้สามารถบริหารจัดการน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนน้ำดื่มสะอาดบริการ ประชาชน ได้แก่ การพัฒนา ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านให้สะอาด ได้รับการรับรองคุณภาพตามประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพ น้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีเป้าหมาย ดำเนินการ จำนวน 878 แห่ง (อำเภอละ 1 แห่ง)

ในตอนท้ายของงาน ได้มีการมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาคุณภาพน้ำ ประเภทที่ 1 โรงเรียนโครงการตามพระราชดำริ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ต้นแบบด้านการจัดการน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค ระดับเพชร จำนวน 4 แห่ง และ ประเภทที่ 2 หน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำประปาหมู่บ้านสะอาด 3C ดีเด่น จำนวน 6 แห่ง
ความร่วมมือว่าด้วยการจัดการคุณภาพน้ำทั้งระบบฯ ในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการคุณภาพน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย เชื่อมั่นว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงต่อไป

