ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและไม่เคยหยุดนิ่ง แรงบันดาลใจจึงกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง AIS ในฐานะพันธมิตรด้านดิจิทัลเพื่อ SME จึงได้จัดกิจกรรม “AIS INFINITE SMEs” ขึ้น เพื่อพาผู้ประกอบการมาสัมผัสบทเรียนธุรกิจจากเรื่องราวจริง ผ่านการเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์บ้าน จิม ทอมป์สัน” สถานที่ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจทางศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา จากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงได้ชื่นชมความงดงามทางสถาปัตยกรรมเรือนไม้ไทยและเรื่องราวของบุคคลผู้สร้างตำนาน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เหล่า SME ได้เรียนรู้วิธีคิดอย่างสร้างสรรค์ ที่สามารถต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจระดับโลก
AIS พาเรียนรู้จากต้นแบบ

AIS เชื่อว่าธุรกิจ SME คือฟันเฟืองหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องมาพร้อมกับวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ การพาเหล่า SME มาสัมผัสบรรยากาศ ณ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน จึงไม่ใช่เพียงการเดินชมบ้านไม้โบราณ หากแต่เป็นการเรียนรู้จากแนวคิดต้นแบบของนักธุรกิจผู้พลิกฟื้นผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก การได้มองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งใกล้ตัว แล้วต่อยอดให้กลายเป็นผลงานระดับสากล คือบทเรียนที่เหล่า SME สามารถนำกลับไปปรับใช้ได้จริง
Jim Thompson ตำนานศิลป์และภูมิปัญญา ผู้พลิกฟื้นชีวิตผ้าไหมไทยให้กว้างไกลระดับโลก

ทริปนี้เริ่มต้นที่เรือนไม้ทรงไทยซึ่งเคยเป็นที่พักอาศัยของ จิม ทอมป์สัน หรือชื่อเต็ม เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน (James Harrison Wilson Thompson) สถาปนิกชาวอเมริกัน ผู้เคยเป็นทหารอาสาสมัครในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายมาประจำการในสยามเมื่อปี พ.ศ. 2488 หลังจากสงครามสิ้นสุดลง และเรื่องราวของผู้เปลี่ยนชีวิตจากนายทหารในสงครามมาสู่บทบาท “ผู้คืนชีวิตผ้าไหมไทย” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เริ่มต้นขึ้นที่นี่

เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนไทยที่โอบล้อมด้วยร่มไม้ใหญ่ บรรยากาศพาเราย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ในช่วงระยะเวลาของ จิม ทอมป์สัน ขณะยังมีชีวิตอยู่ ด้วยสายตาที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ รอบตัว จิมหลงใหลในหัตถศิลป์การทอผ้าไหมไทยที่ครั้งหนึ่งเคยถูกละเลยและไม่ได้รับความสนใจมากนัก ด้วยจิตวิญญาณของสถาปนิกเขาได้นำความปราดเปรื่องด้านการออกแบบและการใช้สีมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จนทำให้ผ้าไหมไทยก้าวสู่เวทีแฟชั่นและการออกแบบระดับสากล ขณะเดียวกัน เขายังสร้างบ้านเรือนไทยที่ประกอบด้วยไม้สักเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ที่นำมาจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย ให้กลายเป็น “บ้านแห่งศิลปะและวัฒนธรรม” ที่สะท้อนทั้งความเคารพต่อรากเหง้าความเป็นไทยและวิสัยทัศน์สากล ซึ่งในปี พ.ศ. 2502 บ้านหลังนี้ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์และกลายเป็นที่อยู่อาศัยของเขา พร้อมทั้งเป็นที่เก็บสะสมผลงานศิลปะจากทั่วทุกมุมโลก กระทั่งหลังการหายสาบสูญอันลึกลับของเขาที่ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2510 บ้านและสมบัติทุกชิ้นจึงได้ถูกจัดตั้งเป็น “มูลนิธิ เจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน” เพื่อคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมตราบจนถึงทุกวันนี้

ภายในเรือนไทยหลังนี้ได้จัดโซนแสดงข้าวของเครื่องใช้ และของสะสมต่างๆ ของ จิม ทอมป์สัน ไว้หลายร้อยชิ้น ซึ่งไฮไลต์สำคัญที่มาแล้วห้ามพลาดคือ พระพุทธรูปศิลปะทวารวดี อายุกว่า 1,500 ปี ของสะสมที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบ้าน จิม ทอมป์สัน ทั้งงดงามและศักดิ์สิทธิ์ ควรค่าแก่การเก็บรักษา

ห้องถัดมาในส่วนนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของเรือนครัวภายในวังเก่า ก่อนจะถูกส่งมอบมาเป็นของขวัญให้แก่จิม โดยจัดแสดงเครื่องลายน้ำทองและเบญจรงค์ ศิลปะเครื่องถ้วยอันประณีตที่สะท้อนความวิจิตรของช่างไทยในสมัยรัชกาลที่ 2 ไฮไลต์ของห้องนี้คือ กาใส่ไวน์ สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้หลักวิศวกรรมโบราณเพื่อรักษารสชาติของไวน์ โดยใช้อากาศหมุนเวียนผ่านรูใต้ก้นกา ความงามเชิงประโยชน์ใช้สอยเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า ศิลปะไทยไม่เพียงวิจิตร แต่ยังเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาในการดำรงชีวิต

มาต่อกันที่หนึ่งในสมบัติอันทรงคุณค่าที่จัดแสดงอยู่ในบ้านจิม ทอมป์สัน คือ “บล็อกพิมพ์ผ้า” ศิลปะจีนอายุราว 300 ปี ที่สะท้อนทั้งความประณีตและภูมิปัญญาโบราณ วิธีการพิมพ์นั้นเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ โดยการทาสีลงบนแผ่นไม้ จากนั้นวางผ้าแล้วใช้ลูกกลิ้งกลิ้งทับลวดลายที่สลักไว้ โดยเฉพาะส่วนครีบปลาที่สามารถถอดเปลี่ยนสีได้ ทำให้ได้ลวดลายผ้าที่โดดเด่นต่างเฉดกัน ความน่าสนใจอยู่ที่เมื่อครั้งค้นพบบล็อกนี้ มันไม่ได้อยู่ในฐานะศิลปะล้ำค่า แต่ถูกนำไปใช้เป็นเพียง “เล้าล้อมไก่” ของชาวบ้าน ทว่าในสายตาของจิม ชายผู้หลงใหลในศิลปะ เขากลับมองเห็นคุณค่าและศักยภาพที่จะปลุกชีวิตให้มันอีกครั้ง จึงขอซื้อมาเก็บรักษาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น บล็อกพิมพ์ผ้าชิ้นนี้ยังกลายเป็นลวดลายแรกที่จิมนำมาใช้จริงในธุรกิจผ้าไหมของเขา ก่อนจะต่อยอดผลงานสู่การสร้างชื่อเสียงให้ผ้าไหมไทยไปทั่วโลก แม้ปัจจุบันลวดลายดั้งเดิมนี้จะไม่ปรากฏที่ใดแล้ว แต่ทุกความทรงจำก็ได้กลายเป็นคอลเลกชันหายากที่สะท้อนถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักในศิลปะของ จิม ทอมป์สัน ได้อย่างแท้จริง
มุมมอง แนวคิด และความประทับใจ

อุไร เพ็ชรรัตน์ CEO & Founder บริษัท 360 แคร์ จำกัด เปิดเผยความประทับใจหลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ว่า “วันนี้รู้สึกเซอร์ไพรส์มาก ไม่คิดว่า SME อย่างเราจะเข้ากับการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จิม ทอมป์สัน ปรากฎว่าหลายๆ อย่าง ทั้งการถ่ายทอด แนวคิด ศิลปะ หรือ Soft Power ของไทยกลายมาเป็นผลผลิตที่สามรถทำเงินได้ ของบางอย่างเหมือนมันอยู่บนหิ้ง แต่มาสื่อสารยังไงให้กลายเป็นสินค้าที่เข้าสู่ห้างได้ ซึ่งรู้สึกประทับใจมาก”

นภดล พันธุ์ปัญญาเลิศ CEO บริษัท ไอดิโอเทค จำกัด เล่าถึงมุมมองและแนวคิดไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จิม ทอมป์สัน ทำให้เห็นว่าความเป็นไทยมีคุณค่าและสามารถต่อยอดสู่ระดับโลกได้ซึ่งคุณจิมในฐานะชาวต่างชาติยังมองเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทยและผลักดันจนประสบความสำเร็จได้ สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนว่า SME ไทยเองก็สามารถใช้ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่มีอยู่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจให้เติบโตบนเวทีโลกได้เช่นกัน”

ก่อนจบทริปเหล่า SME ได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่ Jim Thompson, A Thai Restaurant พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย สลับกับเสียงหัวเราะที่ทำให้การพบกันครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเรียนรู้ แต่ยังเป็นการสร้างมิตรภาพ โดยมีเมนูอาหารไทยร่วมสมัยอย่าง ม้าฮ่อ, ปอเปี๊ยะตาข่าย, แสร้งว่าปลากระมงมะนาวดองน้ำผึ้งป่า, ต้มยำกุ้งรัตนโกสินทร์, แกงระแวงไก่คลองไผ่, ผัดผักหมูกรอบ และปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง กล้วยทอดไอศกรีมนมเย็น ไม่เพียงรสชาติอร่อยและละเมียดละไม แต่ยังสะท้อนเสน่ห์ความเป็นไทยได้อย่างลงตัว ทำให้การปิดท้ายทริปในครั้งนี้งดงามและน่าประทับใจยิ่งขึ้น

ทริปในครั้งนี้ไม่เพียงพาเหล่า SME มาสัมผัสคุณค่าของพิพิธภัณฑ์บ้าน จิม ทอมป์สัน ที่สะท้อนรากเหง้าและความงดงามของวัฒนธรรมไทย แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญให้ตระหนักว่า “ความเป็นไทย” คือทรัพยากรล้ำค่าที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจระดับโลกได้อย่างสร้างสรรค์ โดยมี AIS เป็นแรงผลักดันที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและมั่นใจในเวทีโลก

