รมว.สธ. ปลื้มสภาฯ ตอบรับ ‘พ.ร.บ. อสม.’ ย้ำเดินหน้า ‘นับคาร์บ’ ลดโรค NCDs อย่างยั่งยืน

9.09.25 | 17:12 น.

กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยนโยบายนับคาร์บผ่านกลไกสำคัญอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หมอคนแรกของชุมชน ส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการและสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมผลักดันร่าง ...อสม. เพื่อยกระดับสถานภาพและสิทธิประโยชน์อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นับคาร์บสกัดโรค NCDs

                หนึ่งในแนวทางระยะกลางที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังขับเคลื่อน คือ การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยนโยบาย “นับคาร์บ” นวัตกรรมที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพในเชิงป้องกันโดยผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้นในชุมชน เป็นด่านแรกในการเฝ้าระวัง คัดกรอง และให้คำแนะนำแก่ประชาชนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

เพราะหากคนไทยสุขภาพดี ปลอดจากโรค NCDs เท่ากับว่าจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล ลดภาระบุคลากร และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาซึ่งแต่ละปีใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย

มีข้อมูลจากการสำรวจเมื่อต้นปี พบว่า คนไทยกว่า 26 ล้านคนเริ่มเข้าใจการนับคาร์บ สะท้อนถึงการแนะนำวิธีนับคาร์บผ่าน อสม. ได้ผลตามคาด โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าหมายให้ประชาชน 50 ล้านคนจะต้องนับคาร์บเป็นภายในสิ้นปี 2568

Advertisement

ยกระดับอสม.” มั่นคงและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน อสม. ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในระบบสาธารณสุขไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของมหันตภัยไวรัสโควิด ที่ อสม. กว่า 1.09 ล้านคนทั่วประเทศได้เสียสละและทุ่มเทในการดูแลประชาชนในระดับชุมชนอย่างเต็มสรรพกำลัง

แต่ด้วยการที่ยังอยู่ภายใต้ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ และผลตอบแทนที่ อสม. พึงได้รับนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละรัฐบาล

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จึงตั้งเป็นนโยบายเรือธง เสนอร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (พ.ร.บ.อสม.) เพื่อรับรองสถานภาพ บทบาทหน้าที่ และสิทธิประโยชน์ของ อสม. อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายให้ทันภายในปี 2568

ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา และส่งไปยังประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา

ที่ประชุมสภาเห็นชอบร่าง ... อสม.”

จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ… ณ รัฐสภา ที่ประชุมได้เห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติฯ 307 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

นายสมศักดิ์ อภิปรายถึงบทบาทหน้าที่ของ อสม.ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการส่งเสริมสุขภาพคนไทย แต่ที่ผ่านมา สถานภาพและสิทธิประโยชน์ของ อสม. ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบของกฎหมาย จนเมื่อมีการเริ่มร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน บรรดาพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศก็มีเครดิตเพิ่มมากขึ้น เช่น จากเดิมที่ขอยื่นกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้ในวงเงิน 20,000 บาท แต่เมื่อมีข้อมูลในการดำเนินการเป็นร่าง พ.ร.บ. เข้ามาและพัฒนามาถึงเข้า ครม. ทำให้สามารถกู้เงินได้ถึง 100,000 บาท

“สิ่งสำคัญที่สุด สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงการที่ อสม. เป็นหมอคนที่หนึ่ง อยู่ใกล้ชิดประชาชน และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ซึ่งได้พิสูจน์ว่า อสม. เป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและป้องกันโรค”

นายสมศักดิ์กล่าวว่า  หลังจากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นปัญหาอันดับแรกคือ การที่คนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งเกิดจากการบริโภค เช่น กินคาร์โบไฮเดรตแป้งและน้ำตาลมากเกินไป จนทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดเมื่อเกิดการอักเสบ มีไขมันเข้าไปเกาะ ทำให้หลอดเลือดอุดตัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแต่ละปีจำนวนถึง 200,000 คน และพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรค NCDs มากกว่า 22 ล้านคน

ย้ำ อสม. กลไกหลัก ให้ความรู้ลด NCDs

การบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการนั้น หากมีการบริโภคเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันเกิน 20% จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่อธิบายทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้แก่ประชาชนคือ อสม. กับวิธีการนับคาร์ป

“อสม.ยังช่วยคนไทยต่อสู้กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ด้วยการช่วยรณรงค์นับคาร์บ ล่าสุด ณ วันนี้คนไทยรับรู้การนับคาร์บแล้วกว่า 42 ล้านคน ได้รับการคัดกรองสุขภาพจำนวนกว่า 15 ล้านคน ทำให้สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงได้มากขึ้น ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง การรักษาโรค NCDs ในทางตรงสามารถเข้าคลินิกและโรงเรียนเบาหวานซึ่งดำเนินการได้  315,755 คน บางคนสามารถลดการใช้ยาได้ ช่วยประหยัดค่าจ่ายในช่วงเริ่มแรกได้ถึง 823.37 ล้านบาท”

นายสมศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า ได้ประกาศไว้หากมีคนไทยรับรู้การนับคาร์บครบ 40 ล้านคน จะให้รางวัล อสม.ในเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปีเพิ่มเติม จากเดิมที่ได้ตรวจสุขภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ความสมบูรณ์ในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจไวรัสตับอักเสบบี คัดกรองมะเร็งลำไส้ และคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

“แม้จะไม่สามารถเพิ่มค่าป่วยการได้โดยตรง แต่เราสามารถนำงบประมาณที่ประหยัดได้จากการส่งเสริมการนับคาร์บมาใช้สนับสนุน อสม. ทางอ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การรับรองสถานภาพ แต่เป็นผลลัพธ์ของความตั้งใจในการแก้ปัญหาเชิงระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ” นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย