สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประกาศความพร้อมในการพลิกโฉมวงการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้ในโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 5G เพื่อยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (5G Ambulance) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตผู้ป่วย แต่ยังเป็นการผลักดันให้เกิดการใช้งาน 5G ในเชิงอุตสาหกรรมและสาธารณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ผศ.ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa กล่าวว่า แนวคิดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว จากการเล็งเห็นถึงการใช้งาน 5G ในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (Consumer Use) เช่น การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ และไม่ได้สร้าง Productivity ที่แท้จริง
“depa จึงต้องการสร้าง Use Case ที่เป็นรูปธรรมและมีผลกระทบสูงต่อสังคม โดยมุ่งเป้าไปที่ Enterprise Use และภาคสาธารณประโยชน์ และภาคการแพทย์ฉุกเฉินก็เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเพียงไม่กี่วินาทีก็อาจหมายถึงการสูญเสียชีวิตได้”

“5G” กุญแจสำคัญสู่การรักษาแบบเรียลไทม์
เพราะระบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบเดิมมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารอย่างมาก แพทย์ที่โรงพยาบาลจะได้รับข้อมูลจากผู้ป่วยบนรถพยาบาลผ่านการสื่อสารแบบเดิมที่มีความล่าช้าประมาณ 5-10 วินาที ซึ่งในภาวะวิกฤต เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ การปั๊มหัวใจหรือการให้ยาจะต้องทำอย่างรวดเร็วและแม่นยำทุกวินาที ความล่าช้าเพียง 2 วินาทีก็อาจส่งผลทำให้เกิดการสูญเสีย
โครงการ 5G Ambulance เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการติดตั้งเราเตอร์ 5G และอุปกรณ์ Telemedicine ที่ทันสมัยบนรถพยาบาล ซึ่งช่วยให้การส่งข้อมูลผู้ป่วยจากรถพยาบาลไปยังโรงพยาบาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน คุณหมอก็สามารถมองเห็นภาพจากกล้องบนรถพยาบาลแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงข้อมูลสำคัญจากอุปกรณ์ IoT ทางการแพทย์ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำให้สามารถให้คำแนะนำและสั่งการให้การช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที เสมือนแพทย์กำลังยืนอยู่ข้างผู้ป่วยบนรถพยาบาลด้วยตัวเอง

เป้าหมายระยะยาว “พลิกโฉมระบบสุขภาพทั่วประเทศ”
ผู้อำนวยการใหญ่ depa เผยถึงเป้าหมายระยะยาวสำหรับโครงการ 5G Ambulance ว่า ปีนี้ได้เริ่มนำร่องไปแล้ว 40 คัน ใน 11 จังหวัดใหญ่ และวางแผนที่จะเพิ่มเป็น 100 คันในปีถัดไป พร้อมขยายผลให้ครอบคลุมรถพยาบาลฉุกเฉินกว่า 3,000 คันทั่วประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะทำให้ประชาชนไทยทั้ง 67 ล้านคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในการขยายผลจะเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการได้ โดยหากเป็นโรงพยาบาลที่มีทุนและความพร้อม ทาง depa ไม่จำเป็นต้อง Subsidize แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่ไม่มีเงินแต่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก็จะมีความจำเป็นในการสนับสนุน

ความท้าทายและแนวทางการแก้ปัญหา
แม้ว่าโครงการนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน ทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างยากลำบาก รวมถึงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่คุ้นชินกับระบบการทำงานแบบเดิม นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ยังไม่ครอบคลุมในบางพื้นที่ที่ห่างไกล ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐและผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่จะต้องเข้ามาพัฒนา
ในส่วนของ depa เอง มีแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการจัดอบรมเพื่ออัพสกิลบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่เจ้าหน้าที่บนรถพยาบาลจนถึงแพทย์ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งยังได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อวางมาตรฐานอุปกรณ์และราคาที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความโปร่งใส

โอกาสต่อยอดสู่ “Smart Living”
สำหรับโครงการ 5G Ambulance เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อน Smart Living โดย depa มีแผนที่จะต่อยอดเทคโนโลยี 5G ไปสู่มิติอื่นๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นต้นว่า การติดตั้งกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับความผิดปกติ เช่น คนหกล้ม หรือการบุกรุกของโจรในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลความปลอดภัยของตนเองได้มากขึ้น รวมถึงการใช้ Smart Lighting เพื่อบริหารจัดการระบบไฟฟ้าสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
ผศ.ดร.ณัฐพล ทิ้งท้ายโดยฝากถึงบุคลากรทางการแพทย์ว่า การใช้เทคโนโลยี 5G ในโครงการนี้ จะทำให้เกิด Use Case ที่ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยเข้าใจถึงประโยชน์ของการช่วยชีวิต แต่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมทางด้าน 5G แอปพลิเคชั่นในอนาคต
“ในภารกิจหน้าที่ของท่านที่ช่วยประชาชนคนไทยจากการพ้นวิกฤตในนาทีชีวิต เป็นเรื่องสำคัญอยู่แล้ว แต่ถ้าทำได้สะดวกมากขึ้น ดีขึ้น จากการใช้เทคโนโลยีนั้น ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ในขณะเดียวกันท่านยังช่วยให้เมืองไทยเกิดการใช้งานและการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้โดยท่านเป็นผู้ปฏิบัติหน่วยงานแรก แล้วก็กลุ่มงานแรกของการใช้ Use Case แบบระดับ Nationwide”
โครงการ 5G Ambulance จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการสร้างรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลของประเทศ ที่จะช่วยเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพจากจุดเกิดเหตุไปจนถึงโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือชีวิตอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

