ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คำถามใหญ่สำหรับทุกองค์กรคือจะก้าวต่อไปอย่างไรให้สอดคล้องกับความยั่งยืนที่แท้จริง งาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 หรือ SX 2025 งานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน กำลังเปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำ ที่พาผู้เข้าร่วมได้ค้นหาคำตอบของการปรับตัวและการทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลใหม่ของโลกที่น่าอยู่มากกว่าเดิม ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
หนึ่งในไฮไลต์ที่เพิ่งผ่านไปและได้รับความสนใจอย่างมาก คือการบรรยายจาก ‘ก้อง-บารมี เต็มบุญเกียรติ’ ช่างภาพ Wildlife ผู้คลุกคลีอยู่กับผืนป่าและธรรมชาติมากว่าสองทศวรรษ ที่ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน การอยู่ร่วมกับชุมชนพร้อมเผยมุมมองลึกซึ้งที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ เปิดโลกให้ผู้ฟังได้เห็นอีกด้านของความยั่งยืนที่มากกว่าตัวเลขและทฤษฎี แต่คือเรื่องราวที่สัมผัสได้จริงจากผืนดินและผืนป่า

20 ปีในป่า กับบทเรียนจากภาพถ่าย Wildlife
“ผมทำรายการท่องเที่ยวครับ รายการชื่อ Full Frame ช่างภาพสุดขั้ว จุดประสงค์คืออยากให้คนมีทัศนคติที่ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่พาผมเข้าไปสัมผัสโลกอีกแบบหนึ่ง โลกที่คนกับธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้” ก้อง เริ่มต้นบทสนทนาบนเวที SX 2025 ก่อนจะเล่าย้อนถึงเส้นทางกว่า 20 ปีในฐานะช่างภาพ Wildlife ที่ผูกพันกับผืนป่าและสิ่งมีชีวิตนานาชนิด
“ผมเชื่อว่าความงามของภาพถ่ายธรรมชาติไม่ได้อยู่ที่เทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการมองเห็นและการเข้าถึงสิ่งมีชีวิตตรงหน้า เวลาคนมองภาพ ผมอยากให้เขาสัมผัสด้วยหัวใจก่อน ไม่ใช่แค่รออ่านคำอธิบาย เพราะธรรมชาติไม่ได้เล่าเรื่องด้วยภาษา แต่มันเล่าผ่านการมีชีวิตของมันเอง”
ก้อง อธิบายเพิ่มเติมว่า การถ่ายภาพสัตว์ป่าไม่ได้หมายถึงเพียงภาพที่สวยงาม แต่ต้องเรียนรู้รายละเอียดรอบตัวทั้งเสียงและกลิ่น เพราะการไร้ตัวตนคืออุดมคติสูงสุดของการทำงานประเภทนี้ เวลาคุณเห็นภาพจากสารคดีหรือข่าว ลองนึกย้อนกลับไปว่าเขาได้ภาพนั้นมายังไง มันเต็มไปด้วยการเรียนรู้ข้อจำกัดของธรรมชาติ และหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม การรอคอย การเลือกมุม การเฝ้าดูอย่างไม่รบกวนสัตว์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพ
เข้าใจธรรมชาติ รักษาระยะห่าง สร้างภาพที่มีคุณค่า
ก้อง ยังเน้นว่า อุปกรณ์เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์แพงที่สุด แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าก่อนเข้าไปในพื้นที่ วางแผนรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยเพื่อไม่รบกวนชีวิตของสัตว์
“จริยธรรมสำคัญมาก โดยเฉพาะเวลาถ่ายภาพนก ผมใช้เลนส์เทเลโฟโต้ ห้ามเข้าใกล้นกเพื่อหวังให้มันบิน ใช้แฟลชเท่าที่จำเป็น รู้กฎของสถานที่ เคารพสิทธิที่ดินส่วนบุคคล และถ้าจะบอกตำแหน่งนกหายากให้ใคร ต้องระมัดระวังเสมอ” ก้องเน้นย้ำ พร้อมเสริมว่ารายละเอียดเล็กๆ เช่น การไม่ตัดแต่งกิ่งไม้รอบรังนก หรือการใช้บังไพรอย่างถูกวิธี ล้วนสะท้อนถึงความเคารพต่อชีวิตอื่นๆ ในป่า

อีกสิ่งหนึ่งที่ก้องย้ำคือห้ามให้อาหารสัตว์ป่าเด็ดขาด“ในธรรมชาติมีอาหารเพียงพออยู่แล้ว สัตว์ป่าวิวัฒนาการมาเพื่อหาอาหารด้วยตัวเอง การให้อาหารจะทำให้พวกมันคิดว่ามนุษย์คือแหล่งอาหาร สุดท้ายอาจเป็นอันตรายทั้งต่อสัตว์และคน ทั้งยังส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวม”
“เราต้องเข้าใจเงื่อนไขของธรรมชาติ ต้องยอมรับข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง หรือพื้นที่ที่เข้าไป ทุกอย่างคือโจทย์ให้เราเรียนรู้และหามุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ การเข้าใจจังหวะของสัตว์ รู้ว่าสิ่งใดทำให้มันตกใจ หรือสิ่งใดควรเว้นระยะ เป็นเรื่องที่ก้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ”
นอกจากเรื่องศิลปะ ก้องยังพูดถึงการทำงานร่วมกับชุมชนและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถ่ายภาพสัตว์ป่า“ทุกพื้นที่มีขอบเขต ถ้าเราเข้าไปเกินเลย ผลเสียอาจมากกว่าภาพที่ได้ สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติให้อยู่ในทางเกื้อกูล รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลและตำแหน่งสัตว์ป่าอย่างระมัดระวังเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”

