สปสช. เผยผลสำรวจสิทธิบัตรทอง คนไทยรู้จัก 100% แต่ยังสับสนสายด่วน–สิทธิประโยชน์

30.09.25 | 08:00 น.

สิทธิบัตรทอง หรือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายด้านสุขภาพที่สร้างความมั่นคงให้ประชาชนไทยมานานกว่า 20 ปี แต่คำถามสำคัญคือ ประชาชนรับรู้สิทธินี้มากน้อยแค่ไหน เข้าใจสิทธิประโยชน์ครบถ้วนหรือไม่ และรู้สึกพึงพอใจต่อระบบบัตรทองเพียงใด ดังนั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบข้อมูลที่สะท้อนจุดแข็ง-จุดที่ต้องเร่งปรับปรุงอย่างชัดเจน

จากการสำรวจ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศหญิงถึง 90.9% ขณะที่เพศชายมีเพียง 9.1% ด้านอายุ กลุ่มใหญ่สุดคือ 15–30 ปี 48.5% รองลงมาคือ 46–60 ปี 24.2% ตามด้วย 31–45 ปี 15.2% และกลุ่มอายุ 61 ปีขึ้นไป 12.1% ในแง่สถานภาพ พบว่าโสดเป็นกลุ่มหลัก 81.8% สมรส 15.2% และหม้าย/หย่าร้าง/แยกกันอยู่เพียง 3%

ส่วนระดับการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถาม 75.8% จบปริญญาตรี และมีอีก 9.1% จบสูงกว่าปริญญาตรี ด้านอาชีพ พนักงานเอกชนคือกลุ่มใหญ่ที่สุด 69.7% ตามด้วยเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 15.2% พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน 9.1% ข้าราชการ-ลูกจ้างรัฐ 3% ตลอดจนผู้ใช้แรงงาน/รับจ้างทั่วไป 3% สะท้อนว่าเสียงของกลุ่มวัยรุ่นและคนวัยทำงานในระบบเอกชนมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนมุมมองต่อบัตรทองครั้งนี้

รู้จักสิทธิทุกคน แต่ยังสับสนหน่วยงาน-สายด่วน

ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด 100% รู้จักสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่เมื่อถามเจาะลึกว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ กลับมีเพียง 79.4% ตอบถูกว่าเป็น สปสช. ขณะที่อีก 14.7% เข้าใจผิดว่าเป็นกระทรวงสาธารณสุข และอีก 5.9% คิดว่าเป็นสำนักงานประกันสังคม ปัญหาที่เห็นเด่นชัดอีกประการ คือ การสับสนสายด่วน โดยประชาชนส่วนใหญ่ 61.8% เข้าใจผิดว่า 1506 ของประกันสังคมคือสายด่วนบัตรทอง ขณะที่มีเพียง 2.9% ตอบถูกว่าคือ 1330 สายด่วน สปสช. ส่วนอีก 32.4% ตอบว่าไม่ทราบเลย

Advertisement

เมื่อสอบถามรายละเอียดสิทธิ พบว่าประชาชนเข้าใจสิทธิบางข้อชัดเจน เช่น ต้องแสดงบัตรประชาชนเมื่อใช้สิทธิ (93.3%) มีสิทธิรับบริการส่งเสริมสุขภาพ เช่น วัคซีน ฝากครรภ์ ตรวจคัดกรอง (73.3%) สามารถรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดในกรณีฉุกเฉิน (66.7%) อย่างไรก็ตาม สิทธิที่ซับซ้อนกว่านี้ยังไม่เป็นที่รับรู้มากนัก เช่น สิทธิรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น มะเร็ง ไตวาย หัวใจ (58.1%) สิทธิผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง (58.1%) สิทธิรับบริการแพทย์แผนไทย (41.9%) และสิทธิผู้ป่วยมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ (35.5%)

เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิพื้นฐานอย่างการใช้บัตรประชาชนในการเข้ารับบริการ หรือการรักษาในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งประชาชนตอบถูกเกือบทั้งหมด จะเห็นว่าการรับรู้สิทธิที่ซับซ้อนมีอัตราต่ำกว่ามาก เฉลี่ยเพียง 35–58% เท่านั้น สะท้อนถึงช่องว่างด้านการสื่อสาร ว่าสิทธิประโยชน์ที่มีความสำคัญต่อผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มยังไม่ถูกส่งต่ออย่างทั่วถึง

ในด้านช่องทางสื่อสาร แม้ สปสช. จะพัฒนาสื่อดิจิทัลหลายแพลตฟอร์ม แต่ผลสำรวจพบว่าประชาชนยังเข้าถึงสื่อออฟไลน์มากที่สุด เช่น คู่มือ หนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์ (35.5%) ในขณะที่ช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์ สปสช. มีผู้เคยใช้เพียง 22.6% และกว่า 41.9% รู้จักแต่ไม่เคยใช้ รวมถึง 29% ไม่รู้จักเลย สถานการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเฟซบุ๊กและไลน์ ที่มีผู้ใช้จริงเพียง 22-26% ส่วนแพลตฟอร์มใหม่อย่าง TikTok, X (Twitter), YouTube ตลอดจนแอปพลิเคชัน สปสช. มีผู้เคยใช้บริการเพียง 6.5-16.1% เท่านั้น

หากเทียบเชิงสัดส่วน จะเห็นว่าประชาชนยังคุ้นเคยกับการรับข้อมูลแบบดั้งเดิมมากกว่าออนไลน์ถึงเกือบ 2 เท่า สิ่งนี้ชี้ชัดว่าการสื่อสารเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลยังไม่ครอบคลุมพอ ทั้งยังจำเป็นต้องออกแบบกลยุทธ์ใหม่ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ใช้ออนไลน์เป็นหลัก และคนในพื้นที่ชนบทที่ยังพึ่งพาสื่อสิ่งพิมพ์อยู่มาก

โอกาสยกระดับจาก ‘รู้จัก’ สู่ ‘เชื่อมั่น’

ในภาพรวมของแบบสำรวจนี้ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจระบบบัตรทองเฉลี่ย 6.61 จากเต็ม 10 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง-ค่อนข้างดี โดยข้อเสนอที่สะท้อนกลับมามีหลากหลาย เช่น เขตเมืองใหญ่ยังมีโรงพยาบาลให้เลือกน้อย ทำให้รู้สึกกังวลและอยากให้มีตัวเลือกมากขึ้น บางส่วนอยากให้เปิดรับสิทธิบัตรทองในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมถึงเรียกร้องให้ประชาสัมพันธ์สิทธิให้เข้าใจง่าย-ทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะการอัปเดตข้อมูลโรงพยาบาลในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ข้อมูลเหล่านี้ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่า แม้สิทธิบัตรทองจะเป็นที่รู้จักของประชาชนทุกคน แต่ในแง่ของความเข้าใจเชิงลึกและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ยังมีช่องว่างอยู่มาก ขณะเดียวกันความพึงพอใจแม้อยู่ในระดับปานกลาง แต่ก็สะท้อนความคาดหวังให้ สปสช. เร่งพัฒนาการสื่อสารตรงประเด็น เข้าใจง่าย รวมถึงเพิ่มทางเลือกบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงสิทธิที่รู้จักเท่านั้น แต่ยังเป็นสิทธิที่ประชาชนเชื่อมั่นและใช้ได้จริงอย่างทั่วถึง-เท่าเทียม