จากชาวนาธรรมดาที่เคยยืนมองทุ่งนาจมน้ำ 2 ปีซ้อน กลับลุกขึ้นสู้จนกลายเป็น “ต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่” ที่ใช้เทคโนโลยีผสานภูมิปัญญาไทย แปรวิกฤตให้เป็นโอกาสเปลี่ยนพื้นที่ 6 ไร่ ให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนแนวคิด “ข้าวอินทรีย์แห่งความสุข” ภายใต้ชื่อ “บ้านสวนจันทร์ดี”
ในวันที่หลายคนหันหลังให้ผืนดินเพื่อออกไปทำงานในเมืองใหญ่ คุณท็อป – อภินันท์ จันดี เกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดขอนแก่น เลือกที่จะกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่บนผืนดินของบรรพบุรุษ ผู้พลิกพื้นที่เป็นแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพ ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตข้าวปลอดภัย แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับบ้านทำเกษตรด้วยหัวใจ
ปลูกข้าวอย่างคนรุ่นใหม่
ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดคุณภาพ
คุณท็อป เล่าให้ฟังว่า ทั้งชีวิตเติบโตมากับท้องทุ่งในฤดูกาล การทำนาคืออาชีพที่พ่อแม่ทำมาตลอดชีวิต คุณท็อปจึงเลือกจะสานต่อ ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เพราะเชื่อมั่นว่า ชาวนาไทยยังไปได้ไกล หากพร้อมเรียนรู้และปรับตัว ซึ่งการกลับบ้านครั้งนี้จึงได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำเกษตรให้ต่างจากเดิม ตั้งแต่การลดต้นทุน ใช้นวัตกรรม และทำให้ข้าวไทยมีคุณค่ามากกว่าการขายเป็นผลผลิตดิบ
“เริ่มต้นไม่ง่ายเลยครับ เพราะในปี 2564 และ 2565 เจอภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ น้ำท่วมซ้ำ 2 ปี จนผลผลิตเสียหายเกือบทั้งหมด แต่ผมก็ไม่ได้ยอมแพ้นะครับ ใช้บทเรียนเหล่านั้นมาเริ่มต้นใหม่ ปรับพื้นที่ 10 ไร่ มาทำโคก หนอง นา ขุดสระเก็บน้ำกลางแปลงเพื่อใช้ทั้งปี เหลือพื้นที่ประมาณ 6 ไร่กว่า และหันมาปลูกข้าวพันธุ์ระยะสั้น ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนตุลาคม ถือว่าประสบผลสำเร็จดีครับ”
ข้าวในแปลงที่เลือกปลูกมีประมาณ 10 สายพันธุ์ เช่น มะลิ105 มะลิแดง มะลิดำ กข83 ข้าวไรซ์เบอร์รี พร้อมทั้งนำสายพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศอย่างข้าวญี่ปุ่โคชิฮิคาริ (Koshihikari) ข้าวอินโด และข้าวบัสมาติของอินเดีย ทำให้ผลผลิตมีความหลากหลายและสร้างตลาดได้เพิ่มขึ้น

กล้าลองสิ่งใหม่ ก้าวสู่ Smart Farmer
ทำนาด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
สำหรับการทำนาตั้งแต่เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัวนั้น คุณท็อป เล่าว่า การทำนาแบบเดิมๆ ปัญหาที่พบคือเรื่องต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปุ๋ยเคมี เคมีภัณฑ์ต่างๆ บวกกับค่าแรงงานที่สูงขึ้นทุกปี สวนทางกับราคาข้าวที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้คุณท็อปอยากทำอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต
“ผมเริ่มเป็น Smart Farmer ในช่วงปี 2564 นำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มาช่วย ในการผันน้ำจากสระที่เราขุดไว้เก็บน้ำ แล้วก็มีส่วนของนวัตกรรมการลักน้ำ ผมสามารถที่จะทำนาเปียกสลับแห้งได้ ช่วยกระตุ้นทำให้ต้นข้าวแตกกอ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี”
ความท้าทายของการเป็น Smart Farmer จังหวัดขอนแก่นทางด้านข้าว คุณท็อป บอกว่า มีจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตหลายอย่าง ทำให้เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบทั่วประเทศ และได้เห็นว่า “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของชาวนาอีกต่อไป พร้อมทั้งนำแนวคิดที่ได้เรียนรู้กลับมาพัฒนาแปลงนาของตัวเองได้เป็นอย่างดี

ชาวนายุคใหม่ ทำนาอินทรีย์
ลดต้นทุน-รักษาสิ่งแวดล้อม
ในการทำนาของแต่ละฤดูกาล คุณท็อป เล่าว่า ทุกอย่างถูกออกแบบให้เหมาะกับการทำนาแบบอินทรีย์ที่เน้นการพึ่งพาธรรมชาติ คุณท็อปจะไม่ใช้สารเคมี ไม่เผาตอซัง แต่ใช้วิธี “ปลาแทนรถไถ” โดยเติมน้ำให้ปลาเข้ามาย่อยสลายเศษข้าว ส่วนการบำรุงดินจะปลูกปอเทืองลงแปลงหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน
การปลูกใช้วิธีนาโยนแบบปาเป้า เลือกใช้ต้นกล้าที่มีอายุ 20-30 วัน แข็งแรง ซึ่งการทำนาโยนช่วยให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ ใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 5 กิโลกรัมต่อไร่ ต่างจากนาหว่านที่ต้องใช้ถึง 15 กิโลกรัม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มอัตรารอดของต้นข้าว
“การบำรุงใส่ปุ๋ยในนาข้าว ผมจะใช้น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ หน่อกล้วย และผักในสวน ผสมกับปุ๋ยคอกและสารเร่ง พด. ไม่จำเป็นต้องพึ่งปุ๋ยเคมีเลย ใส่ประมาณ 1-3 ครั้ง แต่ก่อนที่จะใส่ปุ๋ยจะดูที่ข้าวด้วยก่อนที่เราจะเริ่มฤดูทำนา ถ้าผลผลิตได้มาดี ก็ถือว่าการปรุงดินดียังมีธาตุอาหารอยู่ครบ สามารถหล่อเลี้ยงข้าวได้ค่อนข้างที่จะนานต่อไปอีกหลายฤดูกาล”

ข้าวแต่ละเมล็ด คือ คุณค่า
สร้างกำไรและความภูมิใจ
สำหรับผลผลิตที่ได้แต่ละครั้งนั้น คุณท็อป บอกว่า สมัยก่อนผลผลิตที่เคยได้เพียง 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ วันนี้เพิ่มเป็น 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะนำมาทำการแปรรูปเพิ่มมูลค่า มีสินค้าตั้งแต่ข้าวกล้อง ข้าวฮางงอก และข้าวหมากหวานที่บรรจุภัณฑ์สวยงาม พร้อมจำหน่ายทั้งในตลาดชุมชนและช่องทางออนไลน์

ราคาข้าวอินทรีย์เริ่มต้นที่ 50-150 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวฮางงอกอยู่ที่ 100 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวหมากใช้ข้าวเหนียวประมาณ 1 กิโลกรัม สามารถแปรรูปได้ถึง 25 กระปุก สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี
“ผมภูมิใจที่สุดตรงที่ได้เห็นคนกินข้าวแล้วมีความสุข ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและบอกว่าข้าวเราหอม นุ่ม และมั่นใจว่าไม่มีสารเคมี ซึ่งผลผลิตของเรายังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ช่วยให้พ่อๆ แม่ๆ มีงานทำจากแปรรูป สร้างสรรค์ผลผลิตคุณภาพส่งออกไปให้ลูกค้าได้บริโภคอย่างมีความสุขครับ”
คุณท็อปยังย้ำถึงความสำคัญของการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น กรมการข้าว ที่ให้คำแนะนำทั้งด้านการผลิต การพัฒนาแปลง และการตลาด รวมถึงเปิดโอกาสให้ได้ออกบูธจำหน่ายสินค้าในหลายพื้นที่ ช่วยสร้างช่องทางรายได้และขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
“ข้าวไม่ใช่เพียงพืชผลทางเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องราวของหัวใจ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับผืนดิน และสะท้อนคุณค่าของความอดทน ความรัก และความหวังในอาชีพชาวนา ข้าวทุกเมล็ดข้าวคือคุณค่า และทุกครั้งที่เราเก็บเกี่ยว มันคือความภูมิใจของหัวใจชาวนา” คุณท็อป กล่าวทิ้งท้าย


