สสส. ปลุกพลังวัยเก๋า! ผนึกภาคีจัดงาน “วันผู้สูงอายุสากล” รับมือไทยสู่ Super Aged Society

9.10.25 | 09:00 น.

เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้สูงอายุกำลังเดินทางเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2576 การเตรียมความพร้อมและสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
เช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง คึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของผู้สูงอายุกว่า 1,000 คนจากมากกว่า 30 เครือข่าย ที่มาร่วมกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล ภายใต้แนวคิด “บทบาทของผู้สูงอายุในการสร้างสังคมที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า ไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีจะมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรโลก ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปี 2567 ไทยมีผู้สูงอายุ 20.70% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์ว่าในปี 2576 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 30% ทำให้ไทยกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society
“สสส. มีบทบาทสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุใน 4 มิติ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ผ่านการพัฒนาระบบนโยบายสังคมสูงวัยใน 450 พื้นที่ สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุ 1,529 ชมรมทั่วประเทศ และวางระบบรองรับสังคมสูงวัยรวมถึงแผนปฏิบัติการกรุงเทพมหานคร กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนคุณค่าและศักยภาพของผู้สูงอายุ ช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ภาคภูมิใจในตนเอง ดูแลตัวเองได้ พร้อมสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในสังคมทุกช่วงวัย และสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป”

เคล็ดลับการมีอายุยืน ความรัก ความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกิจกรรมต่อเนื่อง

Advertisement

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจจากงานวิจัยและข้อมูลจากบลูโซนคือ ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุมีอายุเกิน 100 ปี ไม่ได้อยู่ที่การดูแลสุขภาพกายเพียงอย่างเดียว แต่ความรัก ความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การมีเพื่อนสนิทและเครือข่ายเหนียวแน่นกลับมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่คิด ข้อมูลพบว่า 50.50% ของผู้สูงอายุที่มีอายุยืนแสดงความรักผ่านการโอบกอดหรือสัมผัสทุกวัน เพราะการได้รับความรักและการสนับสนุนจากครอบครัวไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางจิตใจ แต่ยังช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า และส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการมีกิจกรรมต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุคือเคล็ดลับแห่งการมีอายุยืน ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยที่มีอายุมากกว่า 100 ปีมีจำนวนกว่า 40,000 คน การที่ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับผู้อื่น จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี ทั้งการมีเพื่อนและการมีกิจกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญของการมีอายุยืน


นายทวาย คงคา ตัวแทนภาคีเครือข่ายผู้สูงอายุ ได้สะท้อนปัญหาที่ผู้สูงอายุหลายคนเผชิญอยู่ว่า ผู้สูงอายุส่วนมากถูกมองว่าเป็นภาระต่อการดูแลของครอบครัวและสังคมรอบข้าง รู้สึกว่าชีวิตด้อยค่า ส่งผลให้เผชิญกับความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม รวมถึงปัญหาสุขภาพ การได้ร่วมกันทำกิจกรรมเฉลิมฉลองงานวันผู้สูงอายุสากลจึงถือเป็นวันสำคัญที่ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้มและความสุข แต่ยังทำให้เกิดการสร้างพื้นที่ทางสังคมอย่างเข้าใจ ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังมีค่า สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรุงเทพมหานคร เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดงานด้วยความภาคภูมิใจถึงบรรยากาศที่คึกคักว่า “วันนี้บรรยากาศคึกคักมาก แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุของเรายังเต็มไปด้วยพลัง ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุราว 1.2 ล้านคน และวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรุงเทพมหานครในการดูแลและสนับสนุนผู้สูงอายุใน 4 มิติหลัก”

            ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้อธิบายนโยบายการดูแลผู้สูงอายุของกรุงเทพมหานครอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ มิติแรก ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงรายได้ กทม. จึงส่งเสริมการอบรมอาชีพเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมและมีความมั่นคงมากขึ้น มิติที่สอง ด้านสาธารณสุข โดยมุ่งพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีคุณภาพและเข้าถึงได้จริง มิติที่สาม ด้านสังคม ที่มีโครงการช่วยให้ผู้สูงอายุได้พบปะ พูดคุย และสร้างเครือข่ายเพื่อนใหม่ เพื่อคลายความเหงาและสร้างความสุขใจ และมิติสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ สนามกีฬา และสวนสาธารณะให้เป็นมิตรและเหมาะสมกับผู้สูงอายุมากขึ้น
ภายในงานครั้งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจภายใต้แนวคิด “เพลินวัย 4 เพลิน” ประกอบด้วย เพลินกาย-ใจ ที่มีการตรวจสุขภาพฟรีและแนะนำการดูแลสุขภาพกายและใจ เพลินชีวา ที่แนะนำสิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ เพลินทำ ที่จัดแสดงผลงานพร้อมฝึกอาชีพและจำหน่ายสินค้าฝีมือผู้สูงอายุ และเพลินอารมณ์ ที่มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต บริการด้านกฎหมาย ตัดผมฟรี โซนจัดแสดงนิทรรศการผลงานผู้สูงอายุและเครือข่าย เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัย

            ด้าน ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายชมรมผู้สูงอายุเขตหลักสี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมงาน ได้แบ่งปันความรู้สึกว่า “รู้สึกว่าวันนี้บรรยากาศงานสวยงามและสนุกสนานมาก มีหลากหลายกิจกรรมให้ผู้สูงอายุได้มาพบปะและพูดคุยกับเพื่อนใหม่ เราได้มาเต้นรำโชว์กันด้วย ซึ่งคิดว่างานนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุทั้งด้านสมองและความจำ รวมถึงช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น” และได้ให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุท่านอื่นๆ ว่า “ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และควรออกมาพบปะเพื่อนบ้าง เพราะจะช่วยให้มีความสุข สมองไม่ฟ่อ และอย่ารอช้า รีบทำก่อนที่จะสายเกินไป”
            การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้สูงอายุ ในการสร้างสังคมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่เพียงแค่ภาครัฐ แต่ทุกภาคส่วนสามารถช่วยกันแบ่งปันเวลาและพลังในการดูแลกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน”
งานวันผู้สูงอายุสากล 2568 ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองในวันสำคัญ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบในการพัฒนาสังคมที่ทุกคนในทุกช่วงวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนอย่างแท้จริง