คนใหม่นี้ที่มุ่งเน้นด้านการเติบโตคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้คุณวิทัย รัตนากร อายุ 54 ปี กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารออมสิน (GSB) เข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยวาระ 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม โดยคุณวิทัยจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากคุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย และแรงกดดันด้านนโยบายดอกเบี้ยที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นการเติบโตและการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน การแต่งตั้งคุณวิทัยซึ่งมีภูมิหลังจากธนาคารออมสิน ยังสะท้อนความคาดหวังต่อการผลักดันมาตรการทางการเงินที่เข้าถึงประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ครัวเรือนเผชิญหนี้สูงและกำลังซื้ออ่อนแรง การได้รับการแต่งตั้งเหนือกว่าคุณรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าผู้มีประสบการณ์สูง จึงตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลต่อแนวทางที่เน้นการเชื่อมโยงภาคการเงินกับเศรษฐกิจจริง
ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงิน
คุณวิทัย รัตนากร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทาย นักลงทุนและผู้ประกอบการคาดการณ์ว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลง ขณะที่ผู้ว่าคนใหม่ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนักลงทุนหลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การวิเคราะห์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) บน TradingView ชี้ว่าตลาดหุ้นไทยเคยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับจากช่วงการระบาด แต่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยหลังการแต่งตั้งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย

การแต่งตั้งคุณวิทัยถูกตีความว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงและกระตุ้นการใช้จ่ายที่ซบเซา ในการสัมภาษณ์เมื่อเดือนมิถุนายน คุณวิทัยย้ำว่าการลดดอกเบี้ยมีความจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากทำแค่นโยบายเดียว และเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามไปด้วย
ตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกปรับลดลงรวม 75 basis points เหลือ 1.75% เดิมทีตลาดคาดว่าจะมีการปรับลดเพียงเล็กน้อยอีกหนึ่งหรือสองครั้งในปีนี้ แต่ปัจจุบันความสนใจเปลี่ยนไปสู่ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยในระดับที่มากขึ้นภายใต้การนำของคุณวิทัย
ความท้าทายด้านหนี้ครัวเรือนและเศรษฐกิจ
ผู้ว่าคนใหม่ยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่คือปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงมาก ไตรมาสแรกปี 2568 อยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท (ราว 503.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นเกือบ 90% ของ GDP สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับครัวเรือนที่เปราะบาง และร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อลดต้นทุนในการจัดการหนี้เหล่านี้
นอกเหนือจากหนี้สูงแล้ว ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่ลดลง และปัจจัยภายนอก เช่น ภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ภารกิจของคุณวิทัยคือการหาสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
บทบาทและประสบการณ์จากธนาคารออมสิน

การเลือกคุณวิทัยเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับผู้ว่าคนก่อนเรื่องนโยบายการเงิน โดยรัฐมนตรีการคลัง คุณพิชัย ชุณหวชิร ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อ ย้ำว่านโยบายการเงินควรสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล แม้จะยังคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระของ ธปท.
ระหว่างที่บริหารธนาคารออมสิน คุณวิทัยเปลี่ยนองค์กรให้เป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” เน้นการเข้าถึงและความเป็นธรรมมากกว่าการทำกำไร เขายังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหลายหมื่นล้านบาทในช่วงโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่เปราะบาง
ปฏิกิริยาของตลาดและความท้าทายข้างหน้า
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการนำแนวคิด “ธนาคารเพื่อสังคม” มาสู่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะ BoT ต้องรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาเบื้องต้นของตลาดต่อการแต่งตั้งถือว่าอยู่ในเชิงบวก ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเล็กน้อย 0.2% อยู่ที่ 32.31 ต่อดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ลดลงเล็กน้อยเหลือ 1.50%
ทุกสายตาจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) นัดแรกของคุณวิทัยในวันที่ 8 ตุลาคม เขาได้โพสต์ย้ำบนเฟซบุ๊กว่า “ผมมั่นใจว่าสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ บนหลักการ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”
มองไปข้างหน้า
การแต่งตั้งคุณวิทัย รัตนากร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผลงานในอดีตด้านการสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำและช่วยเหลือครัวเรือนสะท้อนแนวทางนโยบายใหม่ที่อาจเกิดขึ้น ความสำเร็จของเขาจะขึ้นอยู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศ เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นทั้งภายในและต่างประเทศ

