จากพื้นนาสู่ความยั่งยืน ‘ข้าวอินทรีย์’ อนาคตที่เราปลูกได้

14.10.25 | 17:04 น.

ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ข้าวอินทรีย์” ถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าอาหาร แต่คือพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กับทั้งชุมชนและประเทศชาติ ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งผลักดันการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่าปีละ 20% ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐาน “ออร์แกนิคไทยแลนด์” เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

ข้าวเมล็ดเล็กๆ เหล่านี้จึงเป็นตัวแทนของความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเชื่อมโยงวิถีชุมชน สุขภาพของผู้คน และชื่อเสียงของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมกัน

บทบาทนำของ “กรมการข้าว” สู่การรับรองมาตรฐานโลก หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จที่สะท้อนการทำงานอย่างเป็นระบบคือ “กลุ่มข้าวหอมมะลิอินทรีย์บ้านกล้วย ตำบลศรีสุข อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์” พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้จำกัดตัวเองแค่การปลูกข้าว แต่ได้พัฒนาสู่ระบบการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นผลจากการรวมพลังของเกษตรกรในพื้นที่ ผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากหน่วยงานภาครัฐ

โดยเฉพาะ “กรมการข้าว” ได้เข้ามาสนับสนุน ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับคุณภาพ ลดต้นทุน และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

Advertisement

นายพิศาล เอี่ยมศิริ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ เผยว่า กลุ่มนี้ได้เริ่มดำเนินการด้านอินทรีย์มาก่อนแล้ว เมื่อกรมการข้าวมีนโยบายด้านอินทรีย์อย่างจริงจัง จึงเล็งเห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของกลุ่ม และได้เข้าไปเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์(Organic Thailand)อย่างเป็นทางการ โดยมีการเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต จนกระทั่งสามารถได้รับใบรับรอง “ออร์แกนิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) ” ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำคัญที่การันตีความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

บททดสอบแรก การเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ “ใจ”

การเปลี่ยนแปลงจากเกษตรเคมีมาสู่อินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย นางจอมศรี เทพสุวรรณ ประธานกลุ่มข้าวหอมมะลิอินทรีย์บ้านกล้วย ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่ม 10 คน เพื่อทำโครงการอินทรีย์ล้านไร่

“ก่อนหน้านี้เราทำข้าวเคมีมาก่อน แต่พอเริ่มมาทำคลองไส้ไก่ ทำคันนาใหญ่ คนอื่นเขาก็ถามว่าทำไปทำไม เพราะปีแรกผลผลิตลดลงไปมาก ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 40 ไร่ ผลผลิตเหลือแค่ 200 กิโลกรัมต่อไร่”

แม้จำนวนผลผลิตจะน้อยจนน่าใจหาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจมากมายนัก เพราะสิ่งที่ได้มาคือความมั่นใจในสุขภาพ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงอีกต่อไป

นายบุญยัง บุตรงาม สมาชิกกลุ่ม กล่าวเสริมว่า ถึงแม้ผลผลิตจะลดลงจาก 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียง 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ในช่วงแรก แต่ก็ต้องทำใจ เพราะ “ผลตอบแทนเยอะมาก เยอะตรงไหน เยอะที่สุขภาพของพวกเรา สุขภาพดี ได้บริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษ” นี่คือจุดยืนที่แข็งแกร่งของเกษตรกรในการเลือกชีวิตที่ดีกว่า

“กรมการข้าว “สนับสนุนองค์ความรู้และความมั่นคง

สำหรับการจัดการแปลงข้าวอินทรีย์ของกลุ่ม เริ่มต้นจากการงดใช้สารเคมีทุกชนิดอย่างเด็ดขาด หันมาพึ่งพาปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุในชุมชนเอง ทั้งการใช้ขี้ควาย แกลบ และผลผลิตที่ได้จากโรงสี รวมถึงการไถกลบตอซัง และการหว่านปอเทือง เพื่อบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก

ทุกขั้นตอนการปฏิบัติถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานข้าว(Organic Thailand) นางจอมศรีเล่าถึงวิธีการผลิตน้ำหมักชีวภาพที่ปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น การใช้ไม้ไผ่ผูกสายแล้วชี้ขึ้นฟ้าให้ลมพัดน้ำหมักกระจายไปทั่วแปลง เพื่อลดต้นทุนการใช้โดรนราคาแพง

ส่วนนายพิศาลย้ำบทบาทของ กรมการข้าว ว่าได้เข้ามาส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ การตรวจแปลง การจัดการแปลง รวมถึงการตรวจสอบพันธุ์ปน และการใช้สารชีวภัณฑ์ที่เป็นอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้าวมีความปลอดภัย แม้ว่า 1-2 ปีแรกผลผลิตอาจจะยังไม่คงที่ แต่ด้วยการปรับปรุงดินและการใช้สารอินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ ก็ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

แบรนด์ “แอมเลอเลอ” การันตีรายได้ที่มั่นคง

ด้วยการจัดการแปลงที่เข้มแข็ง การแปรรูปที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ และการตลาดที่ชัดเจน ทำให้กลุ่มข้าวหอมมะลิอินทรีย์บ้านกล้วยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคง กลุ่มมีการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ประมาณ 80% และแปรรูปข้าวสารภายใต้แบรนด์ “แอมเลอเลอ” ประมาณ 20%

ตลาดหลักของเมล็ดพันธุ์คือร้านค้าสหกรณ์ที่รับซื้อปีละ 2-3 ล็อต ปริมาณรวม 70-80 ตัน ขณะที่ข้าวสารแปรรูปก็สามารถขยายสู่ตลาดอินทรีย์ทั่วประเทศและกำลังมุ่งสู่ตลาดต่างประเทศ การันตีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าวพันธุ์จำหน่ายได้ในราคาสูงถึง 24-28 บาทต่อกิโลกรัม จากเมื่อก่อนที่ขายในตลาดทั่วไปเพียง 12-15 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

รายได้ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงครัวเรือน แต่หมุนเวียนกลับมาสู่ชุมชนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรอบข้าง และยังต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในอนาคต

นายบุญยังกล่าวทิ้งท้ายถึงความเปลี่ยนแปลงในชุมชนว่า “คือชุมชนเปลี่ยนไป เดินไปไหนก็สบาย หายใจโล่ง ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี แม้แต่ของที่จะเป็นพวกหอยปูปลา เราจับมาบริโภคก็มั่นใจ เพราะว่ามันปลอดสาร ถือว่าดีมากเลย การทำเกษตรอินทรีย์”

จากพื้นนาสู่ถุงข้าวอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ “แอมเลอเลอ” ข้าวทุกเมล็ดที่ผลิตออกมาจึงสะอาด ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ “กลุ่มข้าวหอมมะลิอินทรีย์บ้านกล้วย” ไม่เพียงผลิตข้าวที่หอมอร่อย แต่ยังได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง หล่อเลี้ยงความยั่งยืน และปลูกความภาคภูมิใจไว้ในหัวใจของทุกคนในชุมชนให้เติบโตงดงามเคียงคู่ผืนนาไทยตลอดไป