‘สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย’ โมเดลพลิกชีวิตให้ผืนดิน ฟื้นฟูระบบนิเวศ ยกระดับข้าวอินทรีย์ไทยสู่สากล

14.10.25 | 18:00 น.

เมื่อคนไทยเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ‘ข้าวอินทรีย์’ จึงกลายเป็นทางเลือกหลักในการบริโภค แต่เส้นทางจากท้องนาอินทรีย์สู่ตลาดระดับประเทศและระดับโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดข้าวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความมุ่งมั่นของเกษตรกรในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมกับการจัดการการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับ ‘การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน’ ข้าวอินทรีย์คุณภาพสูงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้มั่นคง และรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างลึกซึ้ง วันนี้เราจึงพาทุกคนเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เพื่อพูดคุยกับ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด ผู้นำที่พลิกผืน ‘นาเคมี’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่อินทรีย์’ กว่า 3,700 ไร่ สหกรณ์แห่งนี้ดูแลข้าวทุกเมล็ดอย่างพิถีพิถันด้วยสมาชิกกว่า 258 ราย จนผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ระดับสากล และกลายเป็นต้นแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ทัพไทยโมเดล เกษตรอินทรีย์แห่งสุรินทร์

ลำใย ฉวีทอง ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด

Advertisement

 ลำใย ฉวีทอง ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นด้วยความภูมิใจว่า สหกรณ์ของเราเกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ทำอินทรีย์อยู่แล้วสองกลุ่ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ก่อนจะจัดตั้งเป็นสหกรณ์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2557 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร 66 รายที่ร่วมกันริเริ่ม โดยตั้งใจให้สหกรณ์เป็นระบบอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต ไปจนถึงการรับซื้อข้าว

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้รับงบประมาณจากยุทธศาสตร์จังหวัดสุรินทร์ ทำให้สหกรณ์สามารถสร้างโรงสีในปี พ.ศ. 2559 และมีโกดังเก็บข้าวขนาด 6-8 ตัน จากนั้นเพียงสองปีก็ได้ติดตั้ง เครื่องยิงสีเพื่อยกระดับคุณภาพข้าวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ชนิษฐา อ่อนศรี ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด

 ด้าน ชนิษฐา อ่อนศรี ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด เสริมว่า การรวมตัวเป็นสหกรณ์มาจากเจตนารมณ์ร่วมกันของสมาชิก สืบเนื่องจากเทรนด์ออร์แกนิกเริ่มมาเมื่อ 8-10 ปีก่อน ทำให้เราเริ่มมองว่าควรทำข้าวที่แตกต่างออกไป โดยเปลี่ยนจากผืนนาเคมีให้มาเป็นนาอินทรีย์

 “เป้าหมายไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่คือการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กุ้ง หอย ปู ปลา ยังคงอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศของเรา ซึ่งเมื่อตัดสินใจทำข้าวอินทรีย์แล้ว การสร้างมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรก” ชนิษฐา เน้นย้ำ

มาตรฐานสากล คือหัวใจแห่งความเชื่อมั่น

แน่นอนว่าการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวต้องมาพร้อมกับการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด สิ่งที่ทำให้ข้าวของสหกรณ์ทัพไทยโดดเด่น คือ การยึดมั่นในมาตรฐานระดับสากล ทุกขั้นตอนตั้งแต่แปลงนาถึงถุงข้าวถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การันตีคุณภาพด้วยมาตรฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น PGS Organic Thailand, EU, NOP รวมถึงมาตรฐานโรงสีอย่าง GHPs และ HACCP

เบื้องหลังการควบคุมคุณภาพที่ละเอียดอ่อนนี้คือ กลไกความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่ง ลำใย อธิบายว่า กรมการข้าว เข้ามาช่วยอย่างมาก ทั้งในเรื่องเอกสาร การวางแผนการผลิต รวมถึงการอบรมเรื่องการตรวจแปลง และกระบวนการผลิต เมื่อสมาชิกผ่านการอบรมและตรวจแปลงแล้วเจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด จากนั้นเกษตรกรจะนำผลผลิตพร้อมใบรับรองมาตรฐานมาส่งให้สหกรณ์บันทึกข้อมูลและนำเข้าโรงสี

ต่อมาโรงสีจะทำการกระเทาะคุณภาพเม็ดข้าวสาร และสหกรณ์จะเป็นผู้ตั้งราคาที่ประกันคุณภาพเอาไว้ ก่อนจะนำไปแปรรูป และส่งต่อถึงกระบวนการยิงสีเพื่อปรับปรุงให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพบริสุทธิ์สูงสุด

ชนิษฐา เล่าเพิ่มเติมถึงการสร้างมาตรฐานว่า พอเราเรียนรู้เรื่องมาตรฐานและได้รับคำแนะนำจากกรมการข้าวให้เริ่มทำ Organic Thailand เราก็ต้องมีกระบวนการตรวจแปลงที่เชื่อมโยงกัน เจ้าหน้าที่จากกรมการข้าวจะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ในแปลงนาของเกษตรกรไปจนถึงกระบวนการแปรรูปในโรงสี และที่สำคัญโรงสีของสหกรณ์ก็ได้รับรองมาตรฐาน GHPs และ HACCP ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารอีกด้วย

สร้างหลักประกันราคา เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ด้วยมาตรฐานการผลิตที่เข้มข้น ทำให้การบริหารจัดการของสหกรณ์เน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังของสมาชิก มีการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด และสร้างความโปร่งใสในการซื้อขาย

ชนิษฐา เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญในการดูแลสมาชิกว่า การทำอินทรีย์มีการวางแผนและรับรองปีต่อปี สหกรณ์จึงมีการประกันราคาให้กับสมาชิก การกำหนดราคาตามเกณฑ์มาตรฐานนี้ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจสูง ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อนำไปขายแล้วจะต้องรอราคาตลาด เราจะประกันราคาของเกษตรกรเอาไว้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงในอาชีพได้

กลยุทธ์ 4 ช่องทางตลาด ดันข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์โกอินเตอร์

นอกจากนี้ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทยยังเชื่อมโยงตลาดหลากหลายแห่ง ตั้งแต่ร้านค้าชุมชน ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงตลาดส่งออก เพื่อให้ข้าวอินทรีย์จากทัพไทยเดินทางถึงมือผู้บริโภคด้วยความมั่นใจ

ดังนั้น การจัดการช่องทางการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลำใย ได้สรุปช่องทางการตลาดของสหกรณ์ว่า มี 4 ส่วนหลัก คือ คนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์, กลุ่มเครือข่ายสมาชิก, ร้านค้าและร้านอาหารในโรงแรม และช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้าวอินทรีย์คุณภาพจากทัพไทยไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่ปัจจุบันผลผลิตของสหกรณ์สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่ง ชนิษฐา ให้ตัวเลขการผลิตปัจจุบันว่า เรารับซื้อข้าวจากสมาชิกประมาณ 500-600 ตันต่อปี และรับซื้อจากเครือข่ายอีกประมาณ 800-900 ตันต่อปี สำหรับการจำหน่ายออกไปยังต่างประเทศผ่านผู้ประกอบการอยู่ที่ประมาณ 100 ตัน ส่วนการจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่จะเน้นการแปรรูปในโรงสีของสหกรณ์เอง โดยส่งให้ลูกค้าประมาณ 6-8 ตันต่อสัปดาห์

วันนี้สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทยมีข้าวอินทรีย์ให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าว กข15, หอมมะลิ 105, ทับทิมชุมแพ, มะลิแดง, ไรซ์เบอร์รี่, มะลินิลสุรินทร์ และข้าวเหนียวดำ แต่ละเมล็ดเกิดจากการดูแลอย่างใส่ใจของเกษตรกรในชุมชน เพื่อส่งต่อคุณภาพและความหอมอร่อยจากผืนนาสู่จานอาหารของผู้บริโภค

เส้นทางของสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทยสะท้อนพลังแห่งความร่วมมือจากผู้คนที่มีหัวใจเดียวกัน เชื่อในคุณค่าของการปลูกข้าวด้วยความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน และตั้งใจส่งต่อความดีงามไปยังผู้บริโภคทุกคน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มเกษตรกรในสุรินทร์ วันนี้ได้เติบโตเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่มั่นคง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอีกมากมายทั่วประเทศ