ท่ามกลางผืนดินอีสานอันอุดมสมบูรณ์ ‘จังหวัดสุรินทร์’ โดดเด่นในฐานะแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ทั่วโลกยอมรับ ด้วยลักษณะดินและภูมิอากาศที่เหมาะสม ผสานวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทุ่งนา ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่พื้นที่เพาะปลูก แต่คือแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ในปี 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศเกียรติคุณ ‘สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ’ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ โดยรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตกเป็นของ “ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์”

เบื้องหลังความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้วคือความมุ่งมั่นพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนทั้งระบบที่นี่พวกเขาไม่ได้แค่ปลูกข้าว แต่กำลังเปลี่ยนผ่านระบบการทำนา จากเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ยกระดับมาตรฐานผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนผ่านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ โดยมีสมาชิกในกลุ่มเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

นายสิทธิ์ แสวงสุข เลขานุการกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้ว เล่าให้ฟังว่า เดิมทีการทำนาเป็นไปตามภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย พอตกถึงรุ่นตนเองซึ่งเป็นทายาทและเป็นคนรุ่นใหม่จึงพยายามนำความรู้จากการที่ได้ไปอบรมและศึกษาจากสื่อต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ทำอย่างไรจะนำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ที่ปราศจากการใช้ยาฆ่าหญ้า การใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
“ตอนเริ่มรับช่วงต่อจากพ่อแม่ เขาเรียกว่าคนบ้า ทำทำไม มันไม่พอได้กินหรอก เราก็พยายามทำ มีการปลูกพืชหลังนา มีการปรับปรุงดินไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้จากที่เค้าประณามว่าเป็นคนบ้า ตอนนี้พี่น้องเกษตรกรและกลุ่มก็เริ่มมาทำอินทรีย์แทบจะทุกครอบครัว”
จากนาเคมี…สู่ข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพ
นายสิทธิ์ เล่าว่า ตนเริ่มบุกเบิกการทำนาอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2560 เป็นเวลากว่า 8 ปี โดยเริ่มต้นจากโครงการอินทรีย์ล้านไร่ของรัฐบาล ผ่านศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในกลุ่มของจังหวัดสุรินทร์ที่ดำเนินการเข้าร่วมโครงการของกรมการข้าว หลังจบสิ้นโครงการได้ต่อยอดมาเรื่อยๆ พยายามพูดคุยกับสมาชิก ย้ำว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอนแรกได้น้อย แต่เมื่อทำไปหลายๆ ปี ยิ่งทำยิ่งได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สุขภาพกายและสุขภาพจิตก็ดีขึ้นด้วย
“ตอนแรกก็มีปัญหากับทางครอบครัวเหมือนกัน เค้าไม่เปิดใจ ปีแรกๆ จากที่เราเคยทำเคมีได้ผลผลิตดี พอเราหันมาทำอินทรีย์ผลผลิตช่วงแรกไม่ค่อยได้เลย พอปีที่สอง ผลผลิตมันก็เพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึง เนื่องจากเรามีการปรับปรุงช่วงหลังการเก็บเกี่ยว มีการปลูกพืชหลังนา ปลูกถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วเขียว เก็บผลผลิตเสร็จ เราก็ไถกลบตอซัง ไม่มีการเผา ทุกวันนี้ 7-8 ปีมาแล้ว ผมกล้าการันตีเลยไม่ต่ำกว่า 600 กิโลต่อหนึ่งไร่ ยิ่งทำผลผลิตยิ่งเพิ่มขึ้น แทบไม่ได้ใส่ปุ๋ย ไม่ได้ทำอะไรเลย”

แรงสนับสนุน เสริมพลังให้เกษตรกรก้าวไกล
ปัจจุบันศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้ว เป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้กับ ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์จังหวัดสุรินทร์ (OASIS) รวมถึงผลิตเมล็ดพันธุ์และข้าวอินทรีย์เพื่อส่งต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand และมาตรฐานอินทรีย์ในระบบสากล
“ในปีแรกๆ เราไม่มีประสบการณ์ แต่เราได้ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดสุรินทร์ ของกรมการข้าว มาเป็นพี่เลี้ยงให้จนถึงทุกวันนี้ ต้องขอขอบคุณอธิบดีกรมการข้าว กรมการข้าว ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดสุรินทร์ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุรินทร์ ที่คอยเป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอด โดยเฉพาะกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ ว่ามีขั้นตอนอย่างไร เจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความรู้จากการอบรมในพื้นที่ จากการไปอบรมนอกสถานที่และจากสื่อต่างๆ”
กรมการข้าว เชื่อมองค์ความรู้ สู่ความสำเร็จของชุมชน

นายธานี ชื่นบาน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเกษตรกรในจังหวัดปลูกข้าวหอมมะลิถึง 99% สร้างรายได้ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้
เนื่องจากผลผลิตต่ำกว่าภาคกลาง จังหวัดสุรินทร์จึงมุ่งเน้นไปที่คุณภาพและความหอมของข้าว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ได้ราคา ข้าวหอมมะลิที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจะมีราคาสูงขึ้นราว 2 บาทต่อกิโลกรัม ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้ กรมการข้าวและศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่องและขยายผลให้ครอบคลุมมาก ยิ่งขึ้น
“ในช่วงแรกศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์รับบทบาทเป็นผู้ตรวจรับรอง ช่วงหลังรับบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม เราจะจัดหากลุ่มเข้ามาร่วมโครงการและให้การสนับสนุนกลุ่ม ให้การอบรมแก่สมาชิกในกลุ่มเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการอินทรีย์ ตลอดจนการรับรอง ที่กรมการข้าวได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดจ้างให้หน่วยงานหรือศูนย์วิจัยข้าวอื่นเข้ามาตรวจ นอกจากนี้ยังมีโครงการเชื่อมโยงตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการจับคู่ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตและผู้ขาย”

กรมการข้าว ขับเคลื่อนเกษตรกรไทย สู่ความมั่นคงและยั่งยืน
ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้วนับเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการสนับสนุนให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ได้รับเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ การอบรม การจัดการในแปลงนา ตั้งแต่ช่วงแรกๆ และเข้าไปให้ความรู้อย่างต่อเนื่องจนได้รับพระราชทานโล่รางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568 สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ
“เรามุ่งที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และข้าวอินทรีย์เพื่อให้การรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้น เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่าข้าวอินทรีย์ถ้ามีการเชื่อมโยงตลาดราคาจะดีขึ้นแน่นอน อย่างน้อย 1 บาทจากราคาท้องตลาด ฉะนั้นการที่จะพัฒนาต่อไปข้างหน้า เราจะต้องเพิ่มจำนวนผู้ผลิต เพิ่มการตรวจรับรับรองให้มากขึ้น สิ่งนี้เป็นแนวทางของกรมการข้าวที่จะดำเนินการต่อไป”
ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ตำบลเกาะแก้ว คือตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ที่เกิดจากการรวมพลังของเกษตรกรในชุมชน ภายใต้การสนับสนุนจากกรมการข้าว เพื่อสร้างอนาคตข้าวหอมมะลิไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน

