ทุกวันนี้เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับสิ่งล่อใจรอบตัวมากกว่าที่เคยจากบุหรี่ไฟฟ้าที่แปลงโฉมเป็นของเล่นสุดน่ารัก
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดูเหมือนไม่อันตรายไปจนถึงพนันออนไลน์ที่แฝงตัวอยู่ในเกมมือถือ คำถามคือ พวกเขารู้เท่าทันแค่ไหน?
จากสถิติปี 2567 เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ เยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า และกว่า 30% เคยเล่นพนันออนไลน์ เงินหมุนเวียนจากพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้พุ่งสูงแตะเกือบหกหมื่นล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลบนกระดาษ แต่คือสัญญาณเตือนของอนาคตคนรุ่นใหม่ที่อาจหลงทางโดยไม่รู้ตัว

เพราะการบอกให้ ‘ระวัง’ ไม่ได้ผลเสมอไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ลุกขึ้นจุดพลังผ่านเวที ‘เชื่อมพลังครู สานต่อกระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร’ ภายใต้โครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็กๆ มองเห็น ‘มารร้าย’ ที่แฝงอยู่รอบตัว รวมทั้งเรียนรู้วิธีรับมือด้วยสติและความเข้าใจ
ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘ชนะใจ ชนะมาร ภูมิคุ้มกันเริ่มที่ตัวเรา’ เพื่ออธิบายถึงหลักการและเป้าหมายของโครงการ โดยเล่าว่า โครงการ ‘ชนะมาร’ เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย สสส. และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการหยุดพนัน ที่ต้องการสร้างกระบวนการเรียนรู้แนวใหม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าใจภัยจาก ‘สามมาร’ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า สุรา และการพนัน ผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย เช่น การเล่นละคร หรือกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.
“คำว่า มาร มาจากรากศัพท์บาลี แปลว่า ความตาย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นำพาไปสู่ความตายทั้งสิ้น” นพ.พงศ์เทพกล่าว พร้อมอธิบายว่า การสร้างภูมิคุ้มกันต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก อาจเริ่มจากนิทานหรือเรื่องเล่า แต่เมื่อโตขึ้นในวัยประถมหรือมัธยม ควรต่อยอดด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการรู้เท่าทันในระดับจิตใต้สำนึก เด็กจะสามารถปฏิเสธสิ่งล่อลวงได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการชวนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเล่นพนันออนไลน์
“ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 แห่ง และกำลังขยายผลต่อเนื่องผ่านศึกษาธิการจังหวัดและภาคีภาคเอกชน โดยมีโรงเรียนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ เห็นพัฒนาการชัดเจนทั้งด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
“ในยุคที่มี AI จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะเด็กสามารถค้นหาความรู้ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องสร้างคือความคิดและภูมิคุ้มกันจากภายใน อยากขอชวนทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้ปกครอง และชุมชน มาร่วมสร้างพลังบวกให้เด็กไทยได้เรียนรู้วิธี ‘ชนะมาร’ และเติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัยจากอบายมุขและสิ่งยั่วยวนรอบตัว” นพ.พงศ์เทพ ฝากทิ้งท้าย

ด้าน ปัทมาพร ไชยเชษฐ์พิพัฒกุล หัวหน้าโครงการชนะมาร ได้สรุปแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า โครงการชนะมารเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ในขณะนั้นพบว่านักดื่ม นักสูบ และนักเล่นพนันหน้าใหม่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะต้องเติบโตมาเผชิญกับผลกระทบทางสุขภาพและสังคมในระยะยาว ด้วยเหตุนี้เอง สสส. จึงให้การสนับสนุนมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน โดยบูรณาการกับศาสตร์ของละคร
“การดำเนินงานของเราไม่ได้ทำเพียงมูลนิธิอย่างเดียว เรายังจับมือกับเครือข่ายสร้างการเรียนรู้ 5 พื้นที่ ได้แก่ กลุ่มไม้ขีดไฟ จ.นครราชสีมา, สำนักกิจกรรมกิ่งก้านใบ จ.อุตรดิตถ์, กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์ จ.ชลบุรี, กลุ่มละครสองเล จ.สงขลา และทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์ กรุงเทพฯ
“เราได้แนะนำศาสตร์และเครื่องมือของละครสร้างสรรค์มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน เพราะเชื่อว่าบทเรียนจากพลังละครและกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจากละครสามารถสร้างจินตนาการและความจดจำให้เด็กๆ นำไปใช้ได้จริง และที่สำคัญช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าและเป้าหมายในชีวิตด้วยพลังของตนเอง” หัวหน้าโครงการชนะมาร เน้นย้ำ

ณรงค์ศักดิ์ โพธิ์อ่อง รองผู้อำนวยการบริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ.
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายและความตั้งใจของหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่ง ณรงค์ศักดิ์ โพธิ์อ่อง รองผู้อำนวยการบริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมารสอดคล้องกับนโยบาย ‘เรียนดี มีสุข’ ของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีเครือข่ายกลไกดูแลเยียวยา ปกป้องอย่างเข้มแข็ง และมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเท่าทันปัจจัยเสี่ยง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

นัฏศจี ทองเหลี่ยม
ในมุมมองของครอบครัว นัฏศจี ทองเหลี่ยม ตัวแทนเครือข่ายผู้ปกครอง เสริมว่า การเข้าถึงอบายมุขของเด็กเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะสื่อออนไลน์และสภาพแวดล้อมรอบตัวสามารถยั่วยุและล่อหลอกให้เด็กตัดสินใจพลาดได้ง่าย พ่อแม่จึงต้องการพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารพลังบวก มีสติ ทบทวนอารมณ์ความรู้สึก และสร้างวิธีพูดคุยแบบเปิดใจกับลูก ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลซึ่งกันและกัน จนเด็กสามารถห่างจากปัจจัยเสี่ยงได้ในที่สุด
เรื่องราวทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนต้องอาศัยพลังร่วมของครู ผู้ปกครอง และชุมชน ผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เช่น ละครและกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเข้าใจภัยจากสามมาร ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้า เหล้า และการพนันออนไลน์ เชื่อว่าหากทุกคนช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดตั้งแต่วันนี้ เด็กไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยทางเลือกและสิ่งยั่วยวนไม่รู้จบ

