สำเร็จยิ่งใหญ่! กสก.-เทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนา Agri-Next ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล

10.11.25 | 14:31 น.

ในยุคที่โลกการเกษตรเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ ราคาผลผลิตผันผวน รวมถึงการแข่งขันทางตลาดรุนแรงมากขึ้น คำถามสำคัญคือเกษตรกรไทยจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร กรมส่งเสริมการเกษตร (สกส.) จึงเดินหน้าขับเคลื่อนแนวทางใหม่ภายใต้นโยบายทำการเกษตรให้มีมูลค่าสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต-รายได้ของเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

และเพื่อต่อยอดนโยบายให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร ผสานความร่วมมือ เทคโนโลยีชาวบ้าน สื่อในเครือมติชนที่เป็นผู้นำด้านเกษตรครบวงจร จัดสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ “Agri-Next พลิกโฉมเกษตรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูงณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมอง และสร้างเครือข่ายเกษตรมูลค่าสูงให้เกิดขึ้นจริง

เปิดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคต

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

Advertisement

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Special Talks : “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง : จากต้นแบบสู่โมเดลระดับชาติ” พร้อมเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทำการเกษตรให้มีมูลค่าสูง” โดยนำเทคโนโลยีชีวภาพ-เทคโนโลยีหมุนเวียน มาใช้ในการทำเกษตรแบบประณีตหรือเกษตรแม่นยำสูง เพื่อสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในระบบห่วงโซ่อุปทานเกษตรที่มั่นคง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกการเกษตรกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากกระแส Green Finance การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเป็นแรงผลักสำคัญให้เกษตรกรต้องปรับตัวสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น เกษตรกรยุคใหม่ต้อง “คิดเป็น-ทำเป็น-เรียนรู้เป็น” โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ควบคู่กับภูมิปัญญาเดิม

ด้วยเหตุนี้ การก้าวสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรจำเป็นต้องยกระดับทักษะหลายด้าน ทั้งการเงิน การทำบัญชี การวางแผนกระแสเงินสด การใช้พลังงานทดแทน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ รวมถึงการเรียนรู้มาตรฐานสากล เช่น EU Standards กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและส่วนประกอบของผลผลิต หากเกษตรกรสามารถผลิตตามมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ จะสามารถก้าวไปสู่ระบบสัญญาซื้อขายระยะยาวที่มีรายได้แน่นอน และลดความเสี่ยงจากตลาด

หัวใจสำคัญของเกษตรมูลค่าสูง คือ ข้อมูล เกษตรกรต้องจดบันทึกทุกขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่การใช้สารเคมี ปุ๋ย น้ำ การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นหลักฐานยืนยันมาตรฐานคุณภาพสินค้า สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าของเกษตรกรไทยปลอดภัยและได้มาตรฐานอธิบดี สกส. กล่าว

นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาภาคการเกษตรให้มีภาพลักษณ์ทันสมัย และสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ผ่านโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer อีกทั้งยังได้สร้างช่องทางการตลาดใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com” เชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกรโดยตรง และขยายตลาดสู่ระบบอีคอมเมิร์ซที่มียอดขายกว่า 800 ล้านบาท รวมถึงพัฒนาสินค้าเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมต้นแบบ ผ่านโครงการ “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมส่งเสริมแนวทางเกษตรยั่งยืน มุ่งรักษาทรัพยากรธรรมชาติ-สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร และส่งต่อความอุดมสมบูรณ์สู่รุ่นลูกหลาน

ขณะเดียวกัน การยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ คือ หัวใจของการขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูง เพราะไม่ใช่แค่ผลิตให้ได้มาก แต่ต้องผลิตให้ตรงความต้องการของตลาด มีการบริหารต้นทุน รู้จักสร้างแบรนด์และต่อยอดคุณค่าในสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรยืนได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางกับพี่น้องเกษตรกร โดยตั้งเป้ายกระดับเกษตรกรจากระบบดั้งเดิม ซึ่งมีกำไรเฉลี่ยเพียง 10–15% ต่อปี สู่เกษตรมูลค่าสูงที่สามารถสร้างกำไรได้ถึง 30–40%

เสวนาสุดเข้มข้น ‘โกโก้ไทย-Smart Farming’

ภายในงานยังมีเวทีเสวนาสุดเข้มข้นจากผู้ประกอบการต้นแบบ ที่พิสูจน์แล้วว่าเกษตรไทยไปไกลได้จริง เริ่มต้นด้วยหัวข้อ “ปลดล็อกโกโก้ไทยโอกาสการเติบโตในตลาดเกษตรมูลค่าสูง โดย นายไพฑูรย์ กระโทกนอก เจ้าของ COCOA FARM ลำตะคอง และ นายนที มาลีเพชร ตัวแทนจาก Kad Kokoa แบรนด์โกโก้สัญชาติไทยที่สร้างชื่อเสียงไปไกลระดับชาติ ดำเนินรายการโดย นายอภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง

นายไพฑูรย์ กระโทกนอก เจ้าของ COCOA FARM ลำตะคอง (ขวา) และ นายนที มาลีเพชร
ตัวแทนจาก Kad Kokoa (กลาง) ดำเนินรายการโดย นายอภิวรรษ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง (ซ้าย)

นายไพฑูรย์ เล่าถึงเส้นทางการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตอาจารย์สู่เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ หลังจากผ่านการปลูกพืชหลายชนิดและขาดทุนต่อเนื่อง จึงหันมาศึกษาโกโก้อย่างลึกซึ้ง จนค้นพบว่าต้องอาศัยองค์ความรู้และการบริหารจัดการครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงการแปรรูป พร้อมมองว่าโกโก้ไม่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น พืชทางรอด ของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว

หัวใจของการทำโกโก้ให้ยั่งยืนอยู่ที่กระบวนการกลางน้ำ โดยเฉพาะขั้นตอนการหมัก (Fermentation) เพราะเป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนโครงสร้างของเมล็ด สร้างรสชาติ สี และกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ได้เมล็ดโกโก้คุณภาพดีและสามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงมูลค่าเพิ่มได้จริง นายไพฑูรย์ เผย

ด้าน นายนที กล่าวเสริมว่า ต้นทุนของต้นน้ำคือเวลา ต้นทุนของกลางน้ำคือทุน ส่วนปลายน้ำต้องมีทั้งเงินทุนและนวัตกรรม หากทำครบวงจรอย่างมีคุณภาพ ก็จะตอบโจทย์ตลาดได้ยั่งยืน พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มต้นทำแบรนด์ของตนเอง หากทำในเชิงท่องเที่ยวสามารถเริ่มได้ด้วยงบประมาณราว 50,000 บาท ทว่าในเชิงอุตสาหกรรมต้องใช้เงินทุนตั้งแต่หลักล้านบาทขึ้นไป ดังนั้น หากภาครัฐเข้ามาส่งเสริมด้านการตลาดในต่างประเทศ รวมถึงจัดกิจกรรมให้ภาคเอกชนได้พบปะแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น จะช่วยผลักดันให้โกโก้ไทยเติบโตในระดับสากลได้เป็นรูปธรรม

นายสานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง Distar Fresh Farm (กลาง) และ นายณัฐวุฒิ จันทร์เรือง
เจ้าของ สวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี (ซ้าย)

อีกเวทีที่ได้รับความสนใจ คือ “Smart Farming เกษตรยุคใหม่ ทำน้อยได้มาก โดย นายสานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง Distar Fresh Farm เล่าถึงแนวทางการทำเกษตรสมัยใหม่ผ่านระบบ Indoor Vertical Farm หรือการปลูกผักแนวตั้งในห้องปลอดเชื้อ สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ ทำให้ปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ช่วยสร้างรายได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อีกทั้งยังพัฒนาโมเดลธุรกิจแบบผูกปิ่นโตผัก (Subscription) กับลูกค้ารายเดือน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า “คุณภาพเหมือนเดิม ราคาก็เหมือนเดิม” สะท้อนแนวทางเกษตรยุคใหม่ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของ สวนจันทร์เรือง จ.จันทบุรี ได้แบ่งปันแนวคิดการทำสวนทุเรียน มังคุด และผักสลัด ด้วยการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การเปิด-ปิดน้ำผ่านสมาร์ทโฟน การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าและพ่นยาควบคุมระยะไกล ไปจนถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไบโอแก๊สและไบโอแมส เพื่อลดต้นทุนการผลิต พร้อมต่อยอดผลผลิตส่วนเกินสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่า ทั้งยังสร้างรายได้จากการปลูกผักแนวตั้งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกแบบดั้งเดิมหลายเท่า

“Smart Farming คือ คำตอบของเกษตรยุคใหม่ที่แท้จริง เพราะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เกษตรกรยุคนี้ต้องเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยี ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างระบบน้ำ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด ถ้ารู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด เราจะทำน้อยแต่ได้มาก และเติบโตได้ยั่งยืนนายณัฐวุฒิ เผย

สุดคึกคัก! เกษตรกร–สตาร์ตอัป ร่วมงานคับคั่ง 

งานสัมมนาครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังนำเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาเกษตรกรคนไทยให้มีภาพลักษณ์ทันสมัย ผ่าน “Agri Matching Zone” พื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้สนใจ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม และเครือข่าย ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยพลังของการเชื่อมโยง มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ สตาร์ตอัปเกษตร และผู้ประกอบการท้องถิ่นนำสินค้าแปรรูป นวัตกรรมเกษตร และเทคโนโลยีมานำเสนอ

นายฐสิษฐ์ ปวินท์เศรษฐโชค เจ้าของ Agtron Craft Chocolat หนึ่งในผู้ร่วมงาน

หนึ่งในผู้ร่วมงานอย่าง นายฐสิษฐ์ ปวินท์เศรษฐโชค เจ้าของ Agtron Craft Chocolat เล่าว่า เดิมตนทำธุรกิจกาแฟมาก่อนและสนใจเรื่องการคั่วอยู่แล้ว จึงต่อยอดมาสู่วงการโกโก้ โดยนำแนวคิดการคั่วจากกาแฟมาประยุกต์กับโกโก้เพื่อสร้างรสชาติที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ ซึ่งงาน Agri-Next ครั้งนี้ทำให้ผู้ผลิตโกโก้ในตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ทั้งในด้านการปลูก การหมัก และการใช้เทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ด้าน นางสาวภาพตะวัน จิวัธยากูล ที่ปรึกษาด้านการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานนี้เป็นเสมือนศูนย์กลางการอัปเดตเทคโนโลยีเกษตร ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นแนวโน้มใหม่ๆ ของตลาด ทั้งด้านนวัตกรรมเครื่องจักร กลุ่มผู้ขาย และพืชเศรษฐกิจใหม่อย่างโกโก้ ซึ่งเป็นหัวข้อเสวนาที่ตนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนโอกาสของเกษตรกรไทยในการพัฒนา พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

สิ่งที่ได้จากงานนี้ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ แต่คือแรงบันดาลใจจากการได้พูดคุยและเห็นของจริง บางเทคโนโลยีอาจเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ช่วยให้ผลผลิตดีขึ้นและลดต้นทุนได้จริง นั่นคือสิ่งที่เราควรนำกลับไปปรับใช้ เพื่อยกระดับเกษตรไทยให้ก้าวทันโลกนางสาวภาพตะวัน กล่าว

งานสัมมนา “Agri-Next พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูงครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนจริงที่ทำให้เห็นว่าทุกภาคส่วนร่วมผลักดันให้เกษตรกรไทยเป็นผู้ประกอบการที่คิดผลิต คิดตลาด และสร้างแบรนด์ได้ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ เครือข่ายตลาด พร้อมเดินเคียงข้างเกษตรกรไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง