นักลงทุนเชื่อมั่นกลยุทธ์ ปตท….ยุค”ซีอีโอคงกระพัน”

18.11.25 | 16:32 น.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานแห่งชาติ ในยุคของ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน

เรียกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะซีอีโอ ปตท. ประกาศทบทวนและปรับทิศทางแผนกลยุทธ์ โดยเน้นความยั่งยืนอย่างสมดุล ให้เหมาะกับบริบทองค์กร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.

นอกจากนี้ ผลจากการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ยังเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น รวมทั้งดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง  โดยเน้นธุรกิจหลักคือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจก

Advertisement

ความผันผวนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันในตลาดโลก และความต้องการใช้พลังงานที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปตท. พร้อมรับมือ จากการจัดตั้ง War Room รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งจากภายในด้วยการบริหารสินทรัพย์และเงินทุน

  1. ดำเนินกลยุทธ์ Asset Monetization (A1) บริหารสินทรัพย์ในกลุ่มให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับโครงสร้างธุรกิจให้ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) เป็น Infrastructure Flagship เพื่อจัดตั้งบริษัทย่อย ซื้อและเช่า ท่าเทียบเรือ ถังเก็บผลิตภัณฑ์และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และบริษัท

ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และนำทรัพย์สินดังกล่าวมาบริหารให้เกิดรายได้และผลตอบแทนต่อบริษัทในกลุ่ม

PTT Tank เข้าซื้อหุ้นของบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด จาก GC ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 35.43 เพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมบริการรับ จัดเก็บ และขนถ่ายสินค้าเหลว

กลยุทธ์นี้สร้างธุรกิจโมเดลใหม่ Energy Infrastructure ของกลุ่ม ปตท. ยังทำให้ฐานะการเงินของ TOP และ GC แข็งแกร่งขึ้น ด้วยมูลค่าโครงการรวมกว่า 47,000 ล้านบาท

  1. ปลดล็อคศักยภาพของธุรกิจ Life Science โดย บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (อินโนบิก) (ปตท. ถือหุ้น 100%) ลดสัดส่วนการลงทุนใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) บริษัทวิจัยและพัฒนายาของไต้หวัน เพื่อให้ Lotus เข้าซื้อหุ้น Alvogen US ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทางในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 658 ล้านเหรียญสหรัฐ
  2. การซื้อหุ้นคืนครั้งแรกของ ปตท. (Treasury Stock) เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน สร้างผลตอบแทน ให้แก่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นโดย ปตท. ดำเนินการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 23 กันยายน 2568 รวมทั้งสิ้นจำนวน 238,660,400 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.84 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,548,897,300 บาท
  3. การประกาศจ่ายเงินปันผลอย่างเหมาะสม ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนและการจัดสรรเงินสด Free Cash Flow ระยะยาว โดย ปตท. จ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2567 ในอัตรา 2.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลร้อยละ 6.6 นอกจากนี้ คณะกรรมการ ปตท. มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรก ปี 2568 ในอัตรา 0.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลร้อยละ 7.3 เพื่อสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนในอัตราที่เหมาะสมเทียบเคียงกับอุตสาหกรรมเดียวกัน

นอกจากนี้ เดือนกันยายน 2568 ปตท. ยังประสบความสำเร็จ ปิดการขายหุ้นกู้ 2 ชุด มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท คือ หุ้นกู้อายุ 7 ปี และหุ้นกู้ Young Saver Bond อายุ 3 ปี ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering)

โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนเกินกว่าจำนวนที่เสนอขาย ถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นจาก นักลงทุนที่มีต่อ ปตท.

ตามวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ของซีอีโอคงกระพัน ที่ระยะเวลาการบริหาร ปตท. 1 ปีเศษ ได้พิสูจน์ผลงานจนทุกภาคส่วนให้การยอมรับ!!