สสส. จับมือ ยธ.–MovED ดัน (ร่าง) พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างสังคมเท่าเทียม

8.12.25 | 13:44 น.

ในสังคมที่ผู้คนล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ สภาพร่างกาย หรือสถานะทางสังคม ‘ความเท่าเทียม’ จึงไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเสมอภาค การเห็นคุณค่าของทุกชีวิตคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราก้าวข้ามอคติและการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ สร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) จัดเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับ (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. …” เพื่อสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือในการนำกฎหมายฉบับนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ สร้างสังคมที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพฯ

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ประกอบกับรัฐบาลมีเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศและคำนึงถึงหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

Advertisement

ดังนั้นกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิ์และเสรีภาพ จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในด้านดังกล่าว โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาผลักดันเป็นกฎหมายขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียม และขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

“การจัดเวทีสาธารณะครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะได้ร่วมกันสื่อสารขับเคลื่อนการขจัดการเลือกปฏิบัติ ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว”

ธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นความหวังสำคัญ ที่มีการผลักดันมาพอสมควร โดยตั้งเป้าให้เข้าสู่วาระหนึ่งของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองต่างๆ ที่จะหยิบประเด็นนี้เข้าไป ในโอกาสอันใกล้กระทรวงยุติธรรมคงจะได้นำเรื่องเข้าสู่ ครม.

“อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพี่น้องภาคีเครือข่าย ทั้งภาคประชาสังคม ประชาชน ฝ่ายการเมือง ต่างคนต่างเห็นความสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ คาดว่าไม่มีปัญหาในการผลักดันเข้าสู่สภา”

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่า กลุ่มที่เผชิญกับอคติสูงสุดในทุกมิติ คือ กลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งถูกเหมารวมในเชิงลบ ทั้งถูกรังเกียจ ถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ ส่วนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติสูงถึง 39.1% และเกิดจากการตีตราด้านอัตลักษณ์ทางเพศสูงกว่าประชากรทั่วไป 15.7 เท่า กลุ่มคนพิการ ที่เผชิญกับอคติมายาวนาน มักถูกมองด้วยความสงสาร ขณะที่กลุ่มประชากรข้ามชาติ ถูกมองเป็นเพียงแรงงาน มากกว่าที่จะเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

สสส. เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการ เครือข่ายที่ทำทั้ง 16 กลุ่มประเด็น และมีหน่วยงานมากถึง 103 หน่วยงาน ที่จะเป็นทัพหน้าผลักดัน ‘กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ’ สสส. อยากเห็นไม่ใช่เพียงกฎหมาย แต่เป็นการทำความเข้าใจให้ทุกคนมองอย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ดี กฎหมายจะเป็นส่วนสำคัญในการเป็นหลักการ หลักคิด ที่ให้ทุกคนยึด และเป็นหลักประกันสำหรับทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

“การเดินทางเพื่อสุขภาวะที่เท่าเทียมไม่สิ้นสุด ยังมีความท้าทายอีกมาก ดังนั้น สสส. ยินดีจะร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายในการที่จะรื้อถอนกำแพงแห่งอคติ ด้วยกฎหมายขจัดการเลือกปฎิบัติที่ทรงพลัง และเราต้องสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิทธิพิเศษของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง”

นางนิภากรณ์ นันตา ตัวแทนเครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ เสริมว่า กลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายที่ได้รับความไม่เท่าเทียมเชิงสังคม ยกตัวอย่าง คนพิการ ซึ่งถูกปฏิบัติไม่เท่ากันกับคนที่มีสภาวะร่างกายปกติ ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ถูกเลือกปฏิบัติ เช่น การสมัครงาน การเข้าถึงสิทธิต่างๆ หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ยังถูกเลือกปฏิบัติในความเป็นเพศสภาพ กีดกันว่าไม่ควรทำงานอะไร หรือต้องได้รับบริการพิเศษอะไรหรือไม่ พวกเขายังถูกมองว่าไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งในสังคมควรจะเท่ากันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่บนแผ่นดินไทย

“ในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคม ที่เป็นตัวแทนของผู้ได้รับการเลือกปฏิบัติมาก่อน และลุกขึ้นชวนเพื่อนๆ มาแก้ไขปัญหา เชื่อว่ากฎหมายพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติฉบับนี้จะเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติของคนในสังคมไทย ให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ เราเชื่อว่าเมื่อมีพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดขึ้น จะช่วยเยียวยาและแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติของทุกกลุ่มคนที่กำลังเผชิญในสังคมไทย”

การขจัดการเลือกปฏิบัติไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎหมาย แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของสังคมให้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม สสส. และภาคีเครือข่ายพร้อมเดินหน้าทำให้ (ร่าง) พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดอคติและความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ “ทุกชีวิตมีศักดิ์ศรี” และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง