สสส. ปั้นสุดยอดนวัตกรไทย หวังสร้างนวัตกรรมเสริมสุขภาพ’พื้นรองเท้า-สติ๊กเกอร์-AI’ คว้าชัย PM Award 2025

11.12.25 | 15:27 น.

ทุกวันนี้ผู้คนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพรอบด้าน ตั้งแต่โรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปจนถึงความเครียดและอุบัติเหตุที่ยากหลีกเลี่ยง ทำให้ “นวัตกรรมสุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจจากความท้าทายเหล่านี้ สสส. จึงคัดสรรผลงานนวัตกรรมจากหลากหลายทีมทั่วประเทศ และประกาศผู้ชนะรางวัล Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2025 ซึ่งสะท้อนศักยภาพนวัตกรไทยผ่านไอเดียที่ตอบโจทย์สังคม ทั้งพื้นรองเท้าอัจฉริยะ สติ๊กเกอร์บำบัด และระบบ AI ที่ช่วยเสริมสุขภาวะของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 ที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยในพิธีมอบรางวัล “Prime Minister’s Award for Health Promotion Innovation 2025” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกแก้ปัญหาสุขภาวะที่ซับซ้อน โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นผลพวงจากพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดกิจกรรมทางกาย การประกวดครั้งนี้จึงเป็นการลงทุนสร้างนวัตกรและจุดประกายพลังคิดสร้างสรรค์ในกลุ่มเยาวชน ประชาชน สตาร์ทอัพ และภาคีเครือข่าย ให้เกิดต้นแบบนวัตกรรมกว่า 150 ผลงานพร้อมขยายผลใช้งานจริงในชุมชนและยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอา นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาสุขภาพ แต่คือโอกาสและความหวังที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ เพราะเยาวชนคือกำลังสำคัญของชาติ แม้นวัตกรรมบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก แต่ใช้วิธีการที่ดี แม้ไม่ได้รางวัลก็ขอให้ภาคภูมิใจที่ได้ทำเรื่องดีๆ ให้สังคม และหวังว่าจะเผยแพร่กิจกรรมนี้ไปยังกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อให้เขาเดินตามรอยเรานายโสภณ กล่าว

Advertisement

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน สสส. และประธานอำนวยการจัดงาน เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เปิดกว้างให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยและทุกภาคส่วนได้บ่มเพาะทักษะความรู้พร้อมพัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาสุขภาพ ได้แก่ โรค NCDs บุหรี่ไฟฟ้า และความปลอดภัยทางถนน มีนวัตกรสมัครเข้าร่วม 178 ทีมทั่วประเทศ คัดเหลือ 36 ทีมเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพตลอด 3 เดือน โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา จุดแข็งของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่รางวัล แต่อยู่ที่การเข้าร่วม การออกไอเดีย การพัฒนาความคิด การเข้าใจนวัตกรรมบวกกับการสร้างเสริมสุขภาพ เชื่อว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจักรวาลสุขภาวะซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพไทยในอนาคต

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. เริ่มพัฒนาโครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพภายใต้ชื่อ “ThaiHealth Inno Awards” ตั้งแต่ปี 2560 และยกระดับเป็นรางวัลระดับชาติ ตลอดระยะเวลา 7 ปี มีทีมส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 1,660 ทีม เพาะเมล็ดพันธุ์นวัตกรรุ่นใหม่ 600 คน ในปี 2568 มีเป้าหมาย 3 มิติ คือ 1.สนับสนุนนวัตกรรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรมแก้ปัญหาสุขภาพที่ใช้งานได้จริง 2.พัฒนาศักยภาพนวัตกรให้มีทักษะพัฒนาต้นแบบและมีความพร้อมขยายผลเชิงพาณิชย์ 3.ส่งเสริมประยุกต์ใช้แนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการป้องกันปัญหาสุขภาพ

สำหรับผลการประกวด แบ่งเป็น 4 ประเภท ประเภทมัธยมศึกษาตอนปลาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่พื้นรองเท้าอัจฉริยะเพิ่มกิจกรรมทางกายจากทีม GGroup รองชนะเลิศอันดับ 1 บอร์ดเกมพิชิตโซเดียมจากทีม SMD Team Gen 3.1 รองชนะเลิศอันดับ 2 “สัตว์เลี้ยงเสมือนคลายเครียด” จากทีม Digipal ประเภทอาชีวศึกษา รางวัลชนะเลิศ “สติ๊กเกอร์กลิ่นบำบัดช่วยเลิกบุหรี่ไฟฟ้า” จากทีม QuitUp รองชนะเลิศอันดับ 1 “บอร์ดเกมฝึกรับมือความเครียด” จากทีมเด็กติดไฟ รองชนะเลิศอันดับ 2 “น้องใจฟู LINE OA เพื่อนใจดิจิทัลสำหรับวัยรุ่น” จากทีมน้องใจฟู ประเภทประชาชนทั่วไปและสตาร์ทอัพ รางวัลชนะเลิศ “ระบบเฝ้าระวังการขับขี่ด้วย AI และ IoT” จากทีม AiHUB รองชนะเลิศอันดับ 1 “รถไฟฟ้าดัดแปลงสำหรับวีลแชร์” จากทีม MoToJp รองชนะเลิศอันดับ 2 “อุปกรณ์ทดสอบสมรรถนะปอดด้วย AI” จากทีมซามูไรพร้อมจะแลนด์ และประเภทภาคีเครือข่าย สสส. รางวัลเชิดชูเกียรติ ได้แก่ “โครงการพัฒนานวัตกรรมเชิงกระบวนการเพื่อลดอคติและช่องว่างระหว่างวัย” โดยบริษัท ไซด์คิก จำกัด และ “โรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะแบบทั้งระบบ” โดยมูลนิธิแพททูเฮลท์

เสียงสะท้อนจากนวัตกรไทย แรงบันดาลใจและบทเรียนจากการสร้างนวัตกรรมสุขภาพ

สำหรับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในประเภทมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ “พื้นรองเท้าอัจฉริยะเพิ่มกิจกรรมทางกาย” จากทีม GGroup ที่มองเห็นพฤติกรรมของวัยรุ่นยุคใหม่ซึ่งมีกิจกรรมทางกายลดลง เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่กับโซเชียลมีเดียและความบันเทิงออนไลน์ จึงพัฒนา “GSteps” พื้นรองเท้าอัจฉริยะที่สามารถติดตามทุกก้าวเดิน และเชื่อมต่อเป็นกิจกรรมเกม เช่น ภารกิจเดินสำรวจย่านต่างๆ ในเมือง เพื่อเปลี่ยนการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันให้สนุกขึ้น

ภายในแอปยังมีระบบสะสมเหรียญสำหรับแลกของรางวัลอย่างไฟ LED ตกแต่งรองเท้าและเหรียญเกียรติยศ พร้อมความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ เพื่อทำเป็นส่วนลดในอนาคต ทีมพัฒนาเชื่อว่านวัตกรรมนี้จะช่วยกระตุ้นให้วัยรุ่นอยากขยับตัวมากขึ้น และรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ความพยายามของทีมได้รับการยอมรับบนเวทีระดับประเทศ

สำหรับรางวัลเชิดชูเกียรติ ประเภทภาคีเครือข่าย สสส. ได้แก่ โครงการพัฒนานวัตกรรมเชิงกระบวนการเพื่อลดอคติและช่องว่างระหว่างวัย โดยบริษัท ไซด์คิก จำกัด ซึ่งเริ่มต้นจากการเห็นปัญหาอคติด้านวัยที่รุนแรงในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ทีมจึงเริ่มศึกษาบุคคลต้นแบบที่เรียกว่า “Connector” ผู้มีทักษะเปิดใจ รับฟัง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่เติบโตจากประสบการณ์ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ใหญ่หลากหลายกลุ่มตั้งแต่วัยเด็ก

โครงการนำเยาวชนที่ไม่เคยมีโอกาสทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมาร่วมกิจกรรมกับ Connector และทำการวิจัยผลลัพธ์ พบว่าเด็กมีทัศนคติเชิงบวกมากขึ้น กล้าสื่อสารและเรียนรู้จากผู้ใหญ่ในชีวิตประจำวัน สะท้อนว่าทักษะทางสังคมสามารถพัฒนาได้ หากมีพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็ก

อีกหนึ่งรางวัลเชิดชูเกียรติ ประเภทภาคีเครือข่าย สสส. คือ โรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะแบบทั้งระบบโดยมูลนิธิแพททูเฮลท์ ที่มุ่งสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ดูแลการเติบโตทั้งกาย ใจ สังคม สติปัญญา และจิตวิญญาณ พร้อมพัฒนาวิถีโรงเรียนที่ไม่เน้นเพียงวิชาการ แต่ให้ความสำคัญกับการประคับประคองเด็กที่มีปัญหา และเสริมทักษะอารมณ์–สังคมให้เด็กทุกคน ตัวอย่างผลสำเร็จพบในโรงเรียนต่างจังหวัดแห่งหนึ่งที่เคยมีเด็กออกกลางคันปีละ 30–40 คน

จากปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมและสารเสพติด แต่เมื่อผู้อำนวยการร่วมกระบวนการและปรับทัศนคติครู เชื่อมทำงานกับคณะกรรมการสถานศึกษา โรงพยาบาล และศิษย์เก่า ผลลัพธ์คืออัตราออกกลางคันลดลงเหลือเพียงหลักหน่วย ทั้งเด็กตั้งครรภ์และเด็กที่ใช้สารเสพติดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทีมงานกล่าวว่า ดีใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงในโรงเรียน และหวังให้สังคมเชื่อว่าโรงเรียนยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของเหล่านวัตกรในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า “นวัตกรรมสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ล้ำสมัย แต่คือกระบวนการเรียนรู้ การร่วมมือ และความตั้งใจของคนทุกช่วงวัยที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น สสส. เชื่อว่าหากต้นแบบเหล่านี้ได้รับการต่อยอดและสนับสนุนอย่างจริงจัง จะช่วยขยายผลสู่ชุมชน โรงเรียน และระบบบริการสุขภาพทั้งประเทศ พร้อมจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาพัฒนานวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน