ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่กำลังกระทบประเทศไทยอย่างหนัก ทั้งความแปรปรวนของภูมิอากาศ ภัยแล้งสลับน้ำท่วม ไปจนถึงการวนกลับมาของปรากฏการณ์ “ลานีญา” ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวม และความเป็นอยู่ของประชาชน เห็นได้ชัดจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ อย่างล่าสุดคือมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดกับพี่น้องชาวหาดใหญ่ สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาล
ภายใต้ความท้าทายนี้ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง กลุ่ม ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติ จึงประกาศเป้าหมายสำคัญ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero Emissions) อย่างชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่
ยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นเข็มทิศนำทางคือ “C3“(ซีคิวบ์) ซึ่งไม่ใช่เพียงแผนธุรกิจ แต่คือพันธกิจระดับประเทศ ประกอบด้วยการลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำ การยกระดับประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับทุกภาคส่วนเข้าไว้ด้วยกันอ เพื่อสร้างระบบพลังงานอนาคตของไทยอย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังขับเคลื่อนอนาคตคาร์บอนต่ำ
ยุทธศาสตร์ C3 ของ กลุ่ม ปตท. เริ่มจาก “Climate Resilience Business” หรือการปรับฐานธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ควบคู่ไปกับ “Carbon-Conscious Asset” การตรวจทานและปรับปรุงสินทรัพย์ทั้งหมดให้ “ใช้พลังงานน้อย ปล่อยคาร์บอนต่ำ” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ และเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง
และหัวใจสำคัญคือ “Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All” การผนึกกำลังสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนในระดับประเทศ
ภายใต้ความร่วมมือนี้ คือการบุกเบิกเทคโนโลยี “Carbon Capture and Storage” (CCS) การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด แล้วนำไปกักเก็บไว้ใต้ดินอย่างถาวร ไม่ให้ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ
ปตท. ในฐานะผู้กำหนดทิศทาง ได้ริเริ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่าง Eastern Thailand CCS Hub เพื่อรองรับการกักเก็บคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจหลักของประเทศ
ทางด้าน ปตท.สผ. ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทย ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ด้วยงบประมาณราว 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี เพื่อปักธงโครงการ CCS แห่งแรกที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ในอ่าวไทย นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่า กลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิวัติสายการผลิต จากเชื้อเพลิงสู่สินค้ามูลค่าสูง
การลดคาร์บอนในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป บริษัทในเครืออย่าง ไทยออยล์ IRPC และ GC จึงมุ่งมั่นลดการปล่อยคาร์บอนจากต้นทาง ขณะเดียวกันก็เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ยั่งยืน ดังนี้
ไทยออยล์ ได้ทุ่มทุนในโครงการ CFP (Clean Fuel Project) เพื่อยกระดับโรงกลั่นให้ทันสมัย สามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง เช่น น้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ที่สะอาดกว่าเดิม ส่วน IRPC ไม่ได้หยุดแค่การขยายโครงการ Floating Solar และ Solar Farm เพื่อใช้พลังงานสะอาดภายในองค์กร แต่ยังมุ่งสู่การผลิตเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ (Specialty) ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น วัสดุทางการแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเทรนด์สินค้าที่ตลาดโลกต้องการ
ขณะที่ GC ก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ด้วยการเป็นผู้ผลิต น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 80% ตลอดวงจรชีวิตการผลิต และได้เริ่มนำไปใช้จริงโดยสายการบินในประเทศแล้ว
นอกจากนี้ยังผนึกกำลังกับ Allnex (ผู้นำระดับโลกด้าน Coating Resins ในเครือ GC) เพื่อขยายฐานธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำไปในตลาดโลกอย่างเต็มที่

ปักหมุดพลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ
การลดคาร์บอนต้องเกิดขึ้นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ GPSC ในฐานะแกนนำในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการใช้ไฟฟ้า จึงเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 68% ภายในปี 2572 พร้อมทั้งเดินหน้าศึกษาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความสามารถแข่งขันด้านราคา ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขณะเดียวกัน OR ด่านหน้าที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ในสถานีบริการ PTT Station ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 1,200 แห่ง (ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568) เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งยังเป็นผู้ผลักดันการใช้ SAF ในภาคการบินอย่างจริงจัง
กลยุทธ์ C3 จึงไม่ใช่เพียงแผนภายในองค์กร แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศคาร์บอนต่ำ” ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ เทคโนโลยีการผลิต จนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน
ทั้งหมดสะท้อนบทบาทของกลุ่ม ปตท. ในฐานะ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” ที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

