สสส.-ศวส.-เครือข่าย NCDs เปิดเวที ‘แอลกอฮอล์ ตัวเร่งโรค NCDs’ ข้อมูลช็อก คนไทยกว่า 90% ไม่รู้ก่อมะเร็ง

22.12.25 | 13:59 น.

จากภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คร่าชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง แอลกอฮอล์’ ถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง ผ่านการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย-กฎหมาย ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง

จากโจทย์ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของเวทีสาธารณะ แอลกอฮอล์ : ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย’ ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นผลกระทบของแอลกอฮอล์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนโครงสร้างประชากรไทยในอนาคต

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส.

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโรค NCDs ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ อาทิ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ที่สร้างภาระอย่างมหาศาลต่อระบบสุขภาพ-เศรษฐกิจของประเทศ เฉพาะปี 2564 ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัญหานี้มากกว่า 165,450 ล้านบาท อีกทั้งเกือบ 80% ของคนไทยเคยได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้อื่น ในมิติร่างกาย จิตใจ และครอบครัว

Advertisement

ขณะเดียวกัน แอลกอฮอล์ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งระดับที่ 1 ทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 8 ชนิด และเกี่ยวข้องกับโรคอื่นๆ อีกเกือบ 200 ชนิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือข้อมูลจากงานวิจัยของ ศวส. ในปี 2568 ที่พบว่าคนไทยกว่า 90% ยังไม่ทราบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถก่อมะเร็งได้ สะท้อนถึงช่องว่างสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงที่ยังไม่ทันต่อสถานการณ์

ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารความเสี่ยงจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดย สสส. ในฐานะองค์กรด้านสุขภาวะ มุ่งสื่อสารไปยังกลุ่มเสี่ยงสูง พร้อมชี้ให้เห็นพิษภัยของแอลกอฮอล์ ทั้งต่อสุขภาพโดยตรง ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการผลักดันกลไกการควบคุมอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมแอลกอฮอล์ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้เท่านั้น แต่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยกฎหมายและระเบียบที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตัวเลขที่สะท้อนว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าแอลกอฮอล์ก่อมะเร็ง แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารที่ผ่านมายังเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน หากสังคมร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภาระโรคจะลดลง และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นอย่างยั่งยืน” รอง ผจก. สสส.  เผย

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ในมิติของผลกระทบระดับโลก รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการ ศวส. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เผยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ทุกๆ 60 วินาที จะมีผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ในผู้เสียชีวิตชาวไทยทุก 10 คน จะมี 1 คนที่เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ผลกระทบยังขยายไปถึงการสูญเสียปีสุขภาวะ’ โดยประมาณ 1 ใน 10 มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้กระทบเพียงชีวิตรายบุคคล ทว่ายังบั่นทอนศักยภาพของสังคมในระยะยาว ภาพรวมดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ร่วมกับการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ชี้ตรงกันว่าคนไทยมีแนวโน้มเริ่มดื่มแอลกอฮอล์เร็วขึ้น ซึ่งมีอายุเฉลี่ยของการดื่มครั้งแรกอยู่ที่ 19.9 ปี นอกจากนี้ยังพบอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน และสูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังในระดับนโยบาย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Aging Society การที่คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในการดูแลผู้สูงอายุ กลับล้มป่วย พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากแอลกอฮอล์ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความสามารถในการพยุงสังคมในอนาคต ดังนั้น ภาคนโยบาย โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ จึงต้องคำนึงถึงประเด็นของเด็ก เยาวชน และผู้หญิงให้มากขึ้น” ผอ. ศวส. เน้นย้ำ

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ด้านสถานการณ์การดื่มในเชิงประชากร รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยสถานการณ์การดื่มสุราล่าสุดในประเทศไทย พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบ 40% หรือประมาณ 23.5 ล้านคน ดื่มสุราในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ในจำนวนนี้มีผู้ที่ดื่มสุราอย่างหนักสูงถึง 12.9% หรือราว 7.7 ล้านคน โดยกลุ่มที่ดื่มสูงสุดคือ วัยทำงานตอนต้นช่วงอายุ 20-34 ปี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือช่องว่างการดื่มระหว่างเพศในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปี กำลังแคบลงอย่างเห็นได้ชัด และแนวโน้มการดื่มของผู้หญิงอายุน้อยก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง สะท้อนความเสี่ยงที่เยาวชนหญิงอาจเข้าถึงและเริ่มดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นในอนาคต ทำให้ภาคนโยบายต้องเร่งให้ความสำคัญในการป้องกันกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ การดื่มในระดับเสี่ยงยังส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรค NCDs โดยประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด ดื่มในระดับเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยเบาหวานยังคงดื่มสุรา และที่น่าห่วงคือผู้ป่วยเบาหวานถึง 36% และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงถึง 70% ที่ดื่มสุราแล้วถูกตรวจพบโรค ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าตนเองมีภาวะป่วยดังกล่าว ข้อมูลนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาการดื่มสุราไม่ได้เป็นเพียงปัญหาโดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพ นำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ในเชิงระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข พร้อมเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วนในทุกกลุ่มอายุ และทุกระดับนโยบาย” รศ.พญ.เริงฤดี ทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว การลดภาระโรค NCDs จากแอลกอฮอล์ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความพยายามของใครคนใดคนหนึ่ง ทว่าจำต้องอาศัยการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ซึ่ง สสส. ยังคงเป็นหน่วยงานหลักที่เชื่อมโยงข้อมูล งานวิจัย และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาวะที่ดี และมีอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน