ปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสินค้าเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน ล้วนสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบคุ้มครองผู้บริโภค ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางการค้า การตลาด และช่องทางการจำหน่ายที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโลกออนไลน์

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “ปัจจัยทางการค้ากำหนดสุขภาพ : มองปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายด้วยกรอบคิดสากล” ภายใต้โครงการศึกษาปัจจัยทางการค้าที่ส่งผลต่อการซื้อขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย และผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลตาไวฟอร์เฮลท์ นำเสนอเส้นทางขบวนการค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพอันตราย พร้อมเปิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควบคุมการซื้อขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักนโยบาย ยุทธศาสตร์ และนวัตกรรม สสส. ให้ข้อมูลว่า การจัดเวทีวิชาการครั้งนี้นำเสนอตัวอย่างโครงการ “TaWai for Health” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งงานของภาคี สสส. ที่ร่วมกันปกป้องให้ผู้บริโภคคนไทยสามารถเลือก และรู้ว่าอะไรดี-ไม่ดีต่อสุขภาพ ในกรณีนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายและมีการจำหน่ายในที่ต่างๆ ทั้งรูปแบบการขายตามร้านปกติ และช่องทางออนไลน์
สสส. มองว่ากลยุทธ์การตลาดมีผลอย่างมากในการทำให้ผู้บริโภคเลือกจะซื้อหรือไม่ซื้ออะไร ซึ่งบางครั้งไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง กลไกที่จะมาช่วยในการตรวจสอบ หรือคัดกรองสินค้าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เป็นที่มาของการทำโครงการนี้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และภาคีที่เกี่ยวข้อง
“หลังมีการค้นพบและคืนข้อมูลกลับมา นำมาสู่ภาพที่สำคัญ คือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากการที่เราค้นพบเคสที่มีปัญหาหรือมีช่องโหว่ ทางทีมวิจัยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญกระทรวงต่างๆ เข้ามารับฟังและให้ความคิดร่วมกันว่า ในช่องโหว่เหล่านี้ควรเป็นภารกิจที่ใครจะเข้ามาช่วยปิดจุดอ่อน ทำให้เห็นว่าการมีแพลตฟอร์มนี้จะนำไปสู่จุดเริ่มต้นในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การหานโยบายที่มีความเฉพาะเจาะจง การปิดจุดอ่อน ที่สำคัญทำให้องค์กร ภาคส่วนต่างๆ ของสสส. ที่ทำงานในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันมาเจอกัน เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้น และแพลตฟอร์มตาไว ยังเป็นระบบดิจิทัลที่เราสามารถใช้ในการสื่อสารเมื่อเจออะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ”

รศ.ดร.ภก.ภาณุพงศ์ พุทธรักษ์ หัวหน้าโครงการศึกษาปัจจัยทางการค้าที่ส่งผลต่อการซื้อขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย และผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลตาไวฟอร์เฮลท์ อธิบายว่า โครงการนี้เริ่มจากงานวิจัยและการรวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายที่พบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นปัญหา จนพัฒนาเป็นคอมมิวนิตีและต่อยอดสู่แพลตฟอร์มแจ้งเตือน “TaWai for Health” ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน
ต่อมาเพื่อให้ภาคประชาชนใช้งานสะดวกและมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงพัฒนาเป็นไลน์แชตบอต พร้อมเพจ “ตาไว รู้ทันภัยสุขภาพ” เพื่อสรุปและสื่อสารข้อมูลจากงานวิจัยให้เข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาชุดตรวจคัดกรอง และกระบวนการสื่อสารเพื่อเพิ่มความเข้าใจของประชาชน ในระยะต่อไป โครงการเตรียมพัฒนาฐานข้อมูลแบล็กลิสต์ของผลิตภัณฑ์ หากประชาชนไม่มั่นใจสามารถตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์มตาไวได้ คาดว่าจะเปิดตัวกลางปีหน้า
“วันนี้ต้องขอบคุณ สสส. ที่ให้เราทำงานทั้งเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงการสัมภาษณ์ หรือสำรวจ เพื่อรวมข้อมูลเป็นการขับเคลื่อนเชิงนโยบายต่อในอนาคต เราคาดหวังว่านโยบายคงไม่ใช่แค่สาธารณสุข แต่ยังมีภาคประชาสังคม กฎหมาย ข้อบังคับอื่นๆ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ สสส. ให้เราขยับออกมาจากแค่เครือข่ายสาธารณสุข มาทำงานในมิติอื่นๆ”

ภญ.รุ่งนภา กงวงษ์ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หนึ่งในเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับตาไว นำเสนอผลการเฝ้าระวังปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า กลไกการดำเนินงานของจังหวัด คือการทำงานแบบมีส่วนร่วม การร่วมคิดร่วมทำ โดยแบ่งเครือข่ายเฝ้าระวังเป็น ในโรงพยาบาล ในชุมชน และล่าสุด ในร้านยา
“เมื่อได้ปัญหาจะมีการส่งเข้าระบบ สำคัญคือการมอนิเตอร์ ข้อมูลที่เข้ามาหากไม่ได้รับการมอนิเตอร์จะไม่ถูกจัดการ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่ทำงานด้านคุ้มครองมีน้อยมาก ควรจะมีหน่วยงานคุ้มครองเฉพาะของเภสัชกรที่นั่งมอนิเตอร์ ด้วยเภสัชกรมีบทบาทหลายหน้าที่ที่ต้องดูแลคนไข้ หากเรามีหน่วยมอนิเตอร์และส่งต่อให้ทีมที่จัดการน่าจะเป็นสิ่งที่ดีมาก” ภญ.รุ่งนภา แสดงความเห็น

