สสส. สานพลังภาคีระดับชาติ เตรียมเปิดเวที “Thailand National PM2.5 Forum #2”

26.12.25 | 09:00 น.

วิกฤตมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

จากสถิติล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าในปี 2567 มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศพุ่งสูงถึง 12 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบ 1 ล้านคน สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวล ทั้งจากการเผาในที่โล่ง ภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง และมลพิษข้ามพรมแดน

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเดินหน้าบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานสานพลังเพื่อเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มุ่งสู่การจัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่องมลพิษทางอากาศ ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum #2) ภายใต้แนวคิด “Transforming Systems Together : เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20-21 มกราคม 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อร่วมกันออกแบบกลไกแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและผลักดันนโยบายสาธารณะสู่การมีอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

นพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ฉายภาพความจริงจากประสบการณ์ในฐานะแพทย์ที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกลว่า ปัญหาฝุ่นละอองคือภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ชัดเจนที่สุด ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลต้องทำไร่เลื่อนลอยเพื่อความอยู่รอดภายใต้วงจรเศรษฐกิจที่บีบคั้น จนกลายเป็นต้นทางของควันไฟที่ย้อนกลับมาทำร้ายคนทั้งประเทศ

Advertisement

“แต่ในวันนี้ความเหลื่อมล้ำเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความเท่าเทียมในเชิงลบ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ทุกคนต่างต้องสูดดมฝุ่นพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปอดของทุกคนกำลังทำหน้าที่แทนเครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ปัจจุบันมีอัตราการตายจากมะเร็งปอดสูงสุดในประเทศ ทั้งที่เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุด ซึ่งหากสังคมไทยยังไม่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกันในวันนี้ เราอาจเห็นคนรุ่นลูกหลานที่ปัจจุบันอายุเพียง 20 ปี ต้องกลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดตั้งแต่อายุ 30 ปีเพียงเพราะสูดดมอากาศพิษมาทั้งชีวิต”

นพ.พงษ์เทพ ย้ำว่า สสส. จึงมุ่งสร้างกองทัพทั้งภาคประชาชน วิชาการ และประชาสังคมให้เหนียวแน่น เพื่อไปสานพลังกับภาคการเมืองและราชการในการเปลี่ยนผ่านระบบนิเวศของอากาศให้กลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง

ในการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ตอกย้ำว่า ปัจจัยการเกิดฝุ่น PM2.5 มาจาก 3 องค์ประกอบหลักคือ แหล่งกำเนิด อากาศปิด และลมนิ่ง ซึ่งปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษมุ่งเน้นการจัดการที่ “แหล่งกำเนิด” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะในภาคเมืองที่การจราจรมีส่วนรับผิดชอบถึง 57% ของปัญหา รวมถึงการใช้มาตรการเชิงรุกในการเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรมผ่านระบบแจ้งเตือน Red Alert ที่ทันสมัย ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับ สวทช. ในการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “LANTA” ที่เร็วที่สุดในอาเซียน ร่วมกับข้อมูลจาก GISTDA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ล่วงหน้าจาก 3 วัน เป็น 7 วัน ทำให้สามารถสื่อสารข้อมูลไปยังผู้นำท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อระงับการเผาได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมโมเดล “รถสะอาด” ผ่านการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและมาตรการจูงใจต่างๆ ซึ่งเป็นความสำเร็จก้าวแรกในการจัดการฝุ่นในเขตเมืองอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ในฐานะเจ้าภาพร่วมจัดงาน ได้ขยายความถึง “ภูมิศาสตร์อากาศ” ซึ่งเป็นนิยามใหม่ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชนฯ ที่ชี้ให้เห็นว่าลมไม่มีพรมแดน แหล่งกำเนิดมลพิษอาจอยู่ที่หนึ่งแต่ผลกระทบอาจไปปรากฏอีกที่หนึ่ง งานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีรวมพลังของเจ้าของปอดทั่วประเทศ โดยเน้นหนักใน 5 แกนหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ของข้อมูลที่ต้องย่อยให้เข้าใจง่าย ธรรมาภิบาลและความเป็นธรรมในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ การทำความเข้าใจต้นทางฝุ่นทุกมิติ การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือ แทนการชี้หาผู้กระทำผิด

“ภายในงานจะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฝุ่นขนาดจิ๋วระดับ PM1 และ PM0.1 ซึ่งอันตรายกว่าเดิมเนื่องจากสามารถทะลุผ่านผนังเซลล์เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง รวมถึงการจัดแสดง Open Data Platform ที่รวมถังข้อมูลขนาดใหญ่จากทุกหน่วยงานไว้ที่เดียวเพื่อให้การวิเคราะห์ระบบเป็นไปอย่างแม่นยำ”

ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เผยถึงไฮไลท์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ยังรวมถึงการจัดเซสชันพิเศษสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อนำเสนอโครงการแห่งความหวัง และการจัดเวทีดีเบตใหญ่ที่เชิญพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภามาแสดงวิสัยทัศน์ในช่วงจังหวะสำคัญของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพื่อเป็นการการันตีว่ากฎหมายอากาศสะอาดที่เคย “ตกโต๊ะ” จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ และจะไม่ปล่อยให้ลมหายใจของประชาชนกลายเป็นเรื่องรอง

งาน Thailand National PM2.5 Forum #2 จึงไม่ใช่เพียงงานประชุมวิชาการเพื่อสรุปตัวเลข แต่เป็นพื้นที่รวมพลังของหน่วยงานภาคีทั้ง 11 องค์กร โดยในวันแถลงข่าวยังมีผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, กรุงเทพมหานคร, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ ร่วมขึ้นเวทีเล่าบทบาทของแต่ละหน่วยงานในการเป็นองค์กรร่วมจัดงาน เพื่อช่วยกันสร้างโรดแมปการทำงานที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

คณะผู้จัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลจริงและเสียงของประชาชนในงานนี้ จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยให้กลับมามีอากาศสะอาดที่ปลอดภัย เพื่อลมหายใจที่ยั่งยืนของคนไทย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมฯ ได้ที่ https://www.breathebangkok.org/pm25forum/

#อากาศสะอาด #PM25 #ThailandNationalPM25Forum2 #สสส #สภาลมหายใจ #คืนลมหายใจให้คนไทย