ปัจจุบันการเข้าถึงเรื่องสุขภาวะนับเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ และสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริงยังคงมีคนบางกลุ่มในสังคมที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาวะได้อย่างครบถ้วนและเหมาะสม หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) ซึ่งยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ ทั้งด้านความเข้าใจของผู้ให้บริการ ระบบบริการที่ขาดความหลากหลาย และทัศนคติที่ยังไม่เปิดกว้าง ส่งผลให้หลายคนได้รับบริการที่ไม่เป็นมิตร ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ และไม่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาวะ

เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ตอบโจทย์บนฐานความเท่าเทียม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมมือกับ 10 องค์กรชุมชนที่ทำงานกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนด้านสิทธิและสุขภาวะของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (Strength) เดินหน้าพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง ทั้งด้านการบริหารจัดการ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการทำงานเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม Chatrium Sathon Bangkok

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า สสส. ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะของคนทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ LGBTQIA+ โดยออกแบบยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนสุขภาวะของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีเป้าหมายให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีความรอบรู้ทางสุขภาพ เข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เหมาะสม
หนึ่งในเรื่องที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ คือ การเข้าถึงบริการที่ไม่เป็นมิตร ไม่เข้าอกเข้าใจ นำมาซึ่งงานในวันนี้ ส่วนหนึ่งเราต้องการก่อให้เกิดหน่วยให้บริการภาคประชาชนที่เข้าใจในความหลากหลายทางเพศของผู้รับบริการ การส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาชน ภาคประชาสังคมซึ่งนับเป็นความตั้งใจของ สสส.
“บทบาทของ สสส. คือ การหนุนภาคประชาสังคมให้มีความพร้อมและความเข้าใจต่อการให้บริการในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ สสส. ยังสนับสนุนการมีสุขภาวะที่ดีตามเงื่อนไขความเฉพาะของในแต่ละกลุ่ม การผลักดันตัวนโยบาย การทำให้หน่วยให้บริการต่างๆ มีความเข้าใจ ความตระหนักถึงความสำคัญของกลุ่มที่มีความหลากหลาย รวมถึงการเก็บข้อมูลทางวิชาการ สสส. พยายามสนับสนุนทั้งนักวิชาการและภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ”

น.ส.ชนิสรา โอสถาพันธุ์ กรรมการผู้บริหารบริษัท เช้นจ์ แอนด์ เวล บีอิ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า โครงการ Strength มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน โดยตระหนักดีว่าองค์กรชุมชนจำเป็นต้องได้รับการหนุนเสริมในหลายมิติ เพื่อให้เติบโตได้อย่างเข็มแข็งและยั่งยืน โครงการนี้จึงจะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตองค์กรชุมชนทั้ง 10 แห่งในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร การเงิน บัญชี และ HR เพื่อให้องค์กรสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน
สำหรับบริษัท เช้นจ์ แอนด์ เวล-บีอิ้ง โซลูชั่นส์ ประกอบไปด้วยทีมงานและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ซึ่งจะลงช่วยเหลือองค์กรชุมชนอย่างใกล้ชิด ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาในแต่ละด้าน เน้นสร้างเครือข่ายและพัฒนาเครื่องมือให้องค์กรสามารถนำไปใช้ในการทำงานกับชุมชน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
“เป้าหมายหลักเราต้องการให้องค์กรชุมชนสามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ได้สำเร็จ โดยบางองค์กรอาจจะขึ้นมาตรา 3 เรื่องเอชไอวีไปแล้ว เราจะช่วยหนุนเสริมให้เขาสามารถขึ้นมาตรา 3 ในเรื่องอื่นได้ เพื่อเสริมความเข้มแข็ง และสามารถเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งการที่จะขึ้นมาตรา 3 ได้ประกอบด้วยหลายด้าน เราจึงมุ่งเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ให้แน่ใจว่าเขาจะทำสำเร็จในระยะเวลา 1 ปีครึ่งของโครงการ“

ดร.นงค์ลักษณ์ ยอดมงคล ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เล่าถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนสู่ความยั่งยืนว่า แม้บางคนอาจมอง สปสช. เป็นหน่วยสนับสนุนกลไกงบประมาณ แต่ภารกิจหลักของ สปสช. ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเฉพาะด้วย หนึ่งในมติสำคัญคือการสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาชนสามารถร่วมจัดบริการ ทั้งด้านเอชไอวี ยาเสพติด และการทำบริการข้ามเพศโดยภาคประชาชนได้ เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยพยายามค้นหาหรือเพิ่มการเข้าถึงบริการที่เป็นลักษณะเฉพาะของเขา
สำหรับปี 2569 สปสช. จะทำงานในลักษณะที่เชื่อมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น และลงไปทำงานในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปีดังกล่าวเป็นต้นไป รูปแบบการจัดบริการภาคประชาชนจะมีทั้งขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ในเรื่องของเอชไอวี ศูนย์ CBO บริการคนพิการ และสถานชีวาภิบาลดูแลผู้ป่วย ขณะที่บริการภาคประชาชนรูปแบบใหม่ในปี ’69 จะยึดหลักสำคัญคือการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ โดยมีพวกเราที่นั่งอยู่ฝั่งนโยบายข้างบนเป็นผู้สนับสนุน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ผลักดันนโยบายบริการภาคประชาชนไปให้สุดทาง เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนที่เราอยากเห็น
“สปสช. เราทำทั้งเรื่องของการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ เพิ่มการเข้าถึงบริการกลุ่มเปราะบาง สนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันของกลุ่มเฉพาะ และสนับสนุนให้เกิดการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนต่างๆ ในพื้นที่” ดร.นงค์ลักษณ์ เน้นย้ำบทบาทสปสช. ทิ้งท้าย

