สสส. ชี้ทิศทางอนาคตสุขภาพให้คนไทย กับโจทย์ใหญ่ “เด็กไทย” คือหัวใจสำคัญ

6.01.26 | 14:53 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย เพราะเหลือเพียงปีละไม่ถึง 460,000 คน ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงกว่าสถิติการเกิดถึง 100,000 รายต่อปี ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณว่าทรัพยากรมนุษย์ของชาติกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตเชิงปริมาณ

แต่สิ่งน่ากังวลยิ่งกว่าคือ “วิกฤตเชิงคุณภาพ” ที่สะท้อนผ่านเวที “ThaiHealth Watch 2026” โดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ฉายภาพจำลองผ่านประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตแพทย์ใช้ทุนในพื้นที่ห่างไกลที่เคยสัมผัสความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว กับเคสสะเทือนใจของเด็กชาวเขาคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุหนัก แต่ผู้เป็นพ่อกลับตัดสินใจเลือกที่จะไม่ให้ลูกคนนี้มีโอกาสรักษา เพื่อแลกชีวิตกับลูกอีกหลายคนจะได้ไม่ต้องอดอาหารจนตาย ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้เองที่เป็น “ทุนชีวิตติดลบ” ซึ่งฝังรากลึกและทำลายอนาคตเด็กไทยมาเนิ่นนาน

ปลูกที่ “ราก” สร้าง “จิตใต้สำนึก”

คุณหมอพงศ์เทพย้ำอย่างหนักแน่นถึงความสำคัญของการปลูกฝังสุขภาพผ่าน “ราก” โดยเปรียบเทียบว่า พฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละเก้าสิบถูกควบคุมโดยจิตใต้สำนึกที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยก่อนหกขวบ หากเด็กถูกปล่อยให้เติบโตมากับหน้าจอมือถือและการบริโภคความหวานจนชินชา จิตใต้สำนึกเหล่านั้นจะกลายเป็นกำแพงหนาที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในตอนโต

พร้อมกับชี้ให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า ผู้ใหญ่กำลังส่งต่อความไม่ปลอดภัยให้เด็กผ่านพฤติกรรมต่างๆ เช่น ละเลยการสวมหมวกนิรภัย นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของเด็กถึงปีละกว่า 2,000 ราย รวมถึงปัญหาการเข้าถึงสิ่งเสพติดและความสุขเทียมจากพนันออนไลน์ที่กัดกินสมองของเด็กกว่า 5,000,000 คน จนนำไปสู่สภาวะความเปราะบางทางจิตใจที่ทำให้เด็กไทยบางส่วนเริ่มมีความคิดจบชีวิตตนเองตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี

Advertisement

สสส. จึงมุ่งเน้นการนั่ง “ไทม์แมชชีน” กลับไปฉีดวัคซีนทางใจและกายในจุดที่ยังไม่เกิดโรค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ที่เหลืออยู่น้อยนิดของประเทศ

เจาะ 4 เทรนด์สุขภาวะ 2026

ผู้จัดการกองทุน สสส. สรุป 4 เทรนด์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องจับตามองในปี 2569 ซึ่งเป็นเสมือน “พายุ” ที่กำลังมุ่งหน้าสู่เด็กไทย ได้แก่ “วิกฤตพัฒนาการ” ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้เด็กไทยกว่า 70% ในครอบครัวรายได้น้อยเข้าไม่ถึงโอกาส และอีกมหาศาลที่ติดกับดัก “ออทิสติกเทียม” จากหน้าจอ

เด็กอ้วนและโรค NCDs” พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ความหวานและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นระเบิดเวลาของโรคเรื้อรังในอนาคต “พนันออนไลน์และสารเสพติด” การเข้าถึงความสุขเทียมที่เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทำลายระบบรางวัลในสมองเด็กอย่างถาวร และ “ความปลอดภัยทางถนน” การเสียชีวิตของเด็กจากมอเตอร์ไซค์และการไม่สวมหมวกนิรภัย

“ความท้าทายนี้ไม่ใช่เพียงเพราะพ่อแม่ละเลย แต่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายแรงงานที่ไม่เอื้อให้คนวัยทำงานมีเวลาคุณภาพดูแลบุตรหลาน สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนา “สูตรปุ๋ยความรู้” ที่พร้อมใช้งานระดับพื้นที่ เช่น ระบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับแม่มือใหม่ และการสร้าง “Home Born Hero” ผ่านเครือข่าย อสม. ที่เข้าไปให้คำแนะนำถึงบ้าน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งแห่งความทุกข์ยากให้กลายเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับเมล็ดพันธุ์ใหม่”

พร้อมกันนี้ สสส. ยังมีการผลักดันนโยบาย Family Friendly Workplace และการปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็กได้อย่างเป็นองค์รวมสมบูรณ์

“เมืองเล่นสร้างสุข” พลังของการเล่นที่เปลี่ยนโลกได้จริง

ในช่วงเสวนาพิเศษ “Rebuilding the Healthy Village ออกแบบอนาคตเด็กไทยให้แข็งแรงทั้งกายและใจ” ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ตอกย้ำถึงการจัดการเมืองใหญ่ว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่สนามเด็กเล่นราคาแพง หากแต่เป็นความเข้าใจของคนทำงาน พร้อมชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาปฐมวัยนอกภาคบังคับมักขาดแคลนงบประมาณและคุณภาพ

“กทม. จึงนำโมเดลการเล่นอิสระเข้าไปยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเน้นการสร้าง Play Worker หรือผู้อำนวยการเล่นที่เข้าใจหัวใจของการให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมกับมุ่งขยายผลผ่านกองทุน สปสช. เพื่อให้การเล่นอิสระกลายเป็นเครื่องมือที่ “ทำน้อยแต่ได้มาก” และสามารถขยายตัวไปทั่วทุกโซนของเมืองหลวงเพื่อดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบให้กลับมาได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน”

เพื่อพิสูจน์ถึงพลังของการเล่นอิสระ (Free Play) อย่างเป็นที่ประจักษ์ ประสพสุข โบราณมูล จากเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ได้ถ่ายทอดบทเรียนล้ำค่าจากการฟื้นฟูชุมชนหนองบัวลำภูที่บอบช้ำจากเหตุการณ์ความสูญเสียในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเมื่อไม่กี่ปีมานี้ พบว่าการเล่นคือสัญชาตญาณการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุด เมื่อพื้นที่ถูกเปิดออกด้วยวัสดุธรรมชาติใกล้ตัวอย่างก้านกล้วยหรือลานทราย เด็กๆ จะสามารถก้าวข้ามความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจได้เร็วกว่าการบำบัดรูปแบบอื่น

“ความมหัศจรรย์นี้ยังเห็นผลได้อย่างชัดเจนที่ตำบลแม่ยางฮ่อ จังหวัดแพร่ เมื่อเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) เกือบทั้งห้องสามารถกลับมามีพัฒนาการปกติได้ถึง 14 จาก 15 คน เพียงเพราะการได้เล่นในลานดินลานทราย พื้นที่ปลอดภัยที่ชุมชนร่วมกันสร้างขึ้น การเล่นจึงไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นทั้งเครื่องมือฟื้นฟูศักยภาพสมอง แทนการกินยาหรือบำบัดในโรงพยาบาลที่ห่างไกล และยังช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยที่ทำให้ผู้สูงอายุและเด็กกลับมาเชื่อมต่อกันได้อีกครั้ง จนนำไปสู่การประกาศตัวเป็น “เมืองเล่นอิสระสร้างสุข” ที่มั่นคง”

บทสรุปสำคัญจากงาน “ThaiHealth Watch 2026” จึงไม่ได้จบลงเพียงแค่การเฝ้าระวังเทรนด์สุขภาพ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านและทั้งประเทศ” หรือ We need a whole society to raise a child ความรับผิดชอบนี้ต้องถูกขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายที่เอื้อต่อทรัพยากรครอบครัว ไปจนถึงท้องถิ่นที่ต้องกล้าเปิดพื้นที่เล่นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

สสส. และภาคีเครือข่ายได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านโมเดลในกว่า 200 ตำบลทั่วประเทศแล้วว่า สังคมสุขภาวะเริ่มต้นได้ที่การมองเห็นคุณค่าในตัวเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นร่มเงาที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทยในวันที่เราทุกคนต้องก้าวสู่วัยชราในอนาคตข้างหน้าอย่างมั่นใจและเป็นสุข