ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่สอดคล้องทางโครงสร้างที่สำคัญ เมื่ออายุเกษียณที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี ตรงข้ามกับอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 79 ปี ท่ามกลางสังคมที่มีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคนในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ประเด็นการขยายอายุการทำงานจึงกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องการคำตอบ
เพื่อตอบโจทย์ท้าทายนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) จึงจัดเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “การขยายอายุการทำงานสำหรับผู้สูงอายุ: ทางรอด ทางเลือก หรือทางตัน ในวิกฤติสังคมสูงวัย” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยภาพความเป็นจริงที่น่าห่วงใยของผู้สูงอายุไทย จากการสำรวจประชากรสูงอายุปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผู้สูงอายุครึ่งหนึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย โดย 31.6% มีรายได้ต่อปี 30,000-59,999 บาท เฉลี่ยวันละ 83-167 บาท ขณะที่อีก 19.9% มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 30,000 บาท หรือน้อยกว่าวันละ 83 บาท ที่น่าตกใจคือ 2 ใน 3 ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออมเลย คิดเป็น 66.7%
ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานอยู่ 5.26 ล้านคน หรือ 37.2% ด้วยเหตุผลที่ว่ายังมีสุขภาพแข็งแรง ยังทำงานไหว และมีความจำเป็นด้านรายได้ ซึ่งสะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยไม่ได้อยากเป็นภาระ แต่ต้องการมีบทบาทและคุณค่าในสังคม
โอกาสของการขยายอายุการทำงานคือผู้สูงอายุปัจจุบันมีอายุยืนขึ้นและสุขภาพดีขึ้น ยังมีความสามารถและประสบการณ์อันมีค่า การทำงานต่อจะช่วยเรื่องระบบเศรษฐกิจเนื่องจากภาระพึ่งพิงจากเดิม 9 ต่อ 1 ลดเหลือ 3 ต่อ 1 แต่ข้อจำกัดคือถ้าขยายอายุมากเกินไปอาจกระทบความก้าวหน้าของคนรุ่นหลังและเพิ่มค่าใช้จ่าย ดังนั้นต้องมีระบบการประเมินและการค่อยๆ ทยอยจัดการที่รอบคอบ
“การขยายอายุการทำงานเป็นหนึ่งในโจทย์เชิงโครงสร้างสำคัญของประเทศ ทั้งในมิติแรงงาน เศรษฐกิจ การคลัง และความเป็นธรรมระหว่างรุ่น ที่ต้องคำนึงถึงสุขภาวะในทุกมิติ สสส. จึงเปิดพื้นที่กลางให้ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเชิงนโยบาย เพื่อออกแบบทางเลือกที่ทำให้การทำงานในวัยสูงอายุเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นฐานของสุขภาวะ และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำหรือกระทบโอกาสของคนรุ่นอื่นในสังคม” นางภรณี กล่าว
นางสุทธิกานต์ ชุณสุทธิวัฒน์ ผู้จัดการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ย้ำว่าการจัดเวทีครั้งนี้ไม่ใช่การผลักดันนโยบายใดนโยบายหนึ่งล่วงหน้า แต่ต้องการสร้างพื้นที่กลางให้สังคมไทยได้ทำความเข้าใจ “โจทย์สังคมสูงวัย” อย่างเป็นระบบและรอบด้าน เพื่อสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้กลางสำหรับใช้สนับสนุนการพิจารณานโยบายด้านการขยายอายุการทำงาน และเสนอต่อพรรคการเมืองในอนาคต
สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คืออนาคตของคนทุกวัย การขยายอายุการทำงานจะเป็น “ทางรอด ทางเลือก หรือทางตัน” ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบที่ตั้งอยู่บนข้อมูล ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมโดยรวม ดังนั้นการขยายอายุการทำงานจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหรือการลดภาระงบประมาณบำนาญเท่านั้น แต่ต้องสอดคล้องกับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและความต้องการที่แท้จริงของสังคม
‘ภาคราชการ’ ขยายอายุเกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหมารวม
ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอข้อมูลเชิงประชากรและการคลังที่สะท้อนความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้างระหว่างอายุเกษียณราชการที่กำหนดไว้ที่ 60 ปี กับอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 79 ปี หากไม่มีนโยบายขยายอายุเกษียณ ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าจะมีข้าราชการเกษียณกว่า 94,000 คน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของระบบราชการ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อภาระการคลังในระยะยาว

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายอายุการทำงานออกไป 5 ปี เป็นมาตรการเชิงบริหารจัดการทางการคลังในระยะสั้นถึงกลางที่สำคัญ เนื่องจากช่วยชะลอการเริ่มต้นจ่ายเงินบำนาญออกไปตามจำนวนปีที่กำหนด ซึ่งเป็นการลดภาระรายจ่ายด้านบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลทันที และยังขยายระยะเวลาให้บุคลากรนำส่งเงินสมทบและสะสมเงินออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภาระผูกพันทางการคลังไม่ได้จำกัดอยู่แค่เงินบำนาญเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสวัสดิการอื่นๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่รัฐบาลต้องรับภาระทางการคลังและมีแนวโน้มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ผูกพันตามกฎหมายที่ยากแก่การปรับลดในทันที
ภาระของงบประมาณในระยะยาวอาจสูงขึ้น หากไม่มีการจำกัดการรับเข้าของข้าราชการมาทดแทน และใช้การกำหนดสูตรคำนวณบำนาญแบบเดิม การดำเนินการต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปกำลังคนทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยปลายทางของการขยายอายุการเกษียณคือการลดจำนวนรับเข้าใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างอายุของกำลังคนในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับภาคราชการ
ผศ.ดร.ศุภชัย มองว่า 1.การขยายอายุเกษียณแบบทยอยปรับเพิ่ม รัฐบาลควรวางแผนการขยายอายุเกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดผลกระทบเชิงโครงสร้าง ให้เริ่มปรับอายุเกษียณที่ 62-63 ปี แล้วจึงพิจารณาขยายอายุต่อไปแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและมีการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วเกินไปมีความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากข้าราชการสูงอายุอาจมีทักษะที่ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
2. การจำกัดขอบเขตในตำแหน่งที่จำเป็น นโยบายควรจำกัดการขยายอายุเกษียณเฉพาะในตำแหน่งที่จำเป็นต่อการรักษาองค์ความรู้เฉพาะทาง เช่น แพทย์ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หายาก โดยใช้ระบบความสมัครใจควบคู่กับการประเมินศักยภาพทางด้านร่างกาย และมีผลการปฏิบัติงานย้อนหลังตามเกณฑ์ที่กำหนด
3. การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อประเมินความคุ้มค่าของนโยบาย โดยการกำหนดผลประโยชน์ทางการเงินที่เป็นรูปธรรม และต้นทุนเชิงนามธรรม เช่น การตีมูลค่าของการถ่ายทอดความรู้ หรือการประเมินต้นทุนของโอกาสที่สูญเสียไปสำหรับคนรุ่นใหม่
4. การปฏิรูประบบบำนาญภาครัฐ การศึกษาการปฏิรูประบบบำนาญภาครัฐและกำหนดเงื่อนไขของการบำนาญภาครัฐในระยะต่อไป ให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับบุคลากรเข้าใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว พร้อมสร้างกลไกเพื่อให้เกิดการออมภาคบังคับและภาคสมัครใจอย่างเหมาะสม รวมถึงบูรณาการระบบการสร้างความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในทุกสถานภาพการทำงาน
5. การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ไม่ต่ออายุ สำหรับผู้เกษียณที่ไม่ต่ออายุ ภาครัฐต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านการวางแผนการเงินและการปรับทักษะเพื่อการประกอบอาชีพใหม่ ต้องมีการพัฒนากลไกการพัฒนาทักษะเพื่อประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี รวมถึงต้องมีการสื่อสารต่อสังคมและกลุ่มข้าราชการอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับในสังคม
‘ภาคเอกชน’ ความยืดหยุ่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
รศ.ดร.แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายสาธารณะและความยั่งยืนในสังคมสูงวัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญของการจ้างงานผู้สูงอายุ ได้แก่ การปรับตัวด้านเทคโนโลยี การแข่งขันกับแรงงานรุ่นใหม่ แรงงานต่างด้าว รวมถึงระบบอัตโนมัติและ AI
ขณะเดียวกัน รายได้หลังเกษียณจากระบบประกันสังคมและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังอยู่ในระดับจำกัด ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากจำเป็นต้องทำงานต่อ จากการศึกษาพบว่า ภาคเอกชนมีรูปแบบการจ้างงานผู้สูงอายุที่หลากหลาย ทั้งจ้างแบบเต็มเวลาและแบบบางเวลา ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัว และต้นทุนด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ
รศ.ดร.แก้วขวัญย้ำว่า หัวใจของนโยบายไม่ใช่การกำหนดอายุเดียวกันทั้งระบบ แต่คือการออกแบบความยืดหยุ่นและแรงจูงใจที่เหมาะสม ทั้งด้านกฎหมายประกันสังคม มาตรการภาษี การพัฒนาทักษะ และระบบจับคู่งาน เพื่อทำให้การจ้างงานผู้สูงอายุเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับนายจ้าง
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับภาคเอกชน
- การปฏิรูปโครงสร้างข้อมูลเพื่อการเข้าถึงการจัดสรรงาน
- การจัดทำและเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบบูรณาการเพื่อทราบความต้องการของผู้สูงอายุที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
- พัฒนา Digital Platform ในการจัดหางานและขยายเครือข่ายไปในระดับต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้สูงอายุได้ง่ายขึ้น
- การผลักดันสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจ
- การแก้ไขกฎหมายประกันสังคมในประเด็นของการกำหนดอายุการเกิดสิทธิประโยชน์ชราภาพ การปรับเพดานค่าจ้างจาก 15,000 เป็น 17,500 บาท และการจ่ายสิทธิประโยชน์แบบยืดหยุ่น
- การจูงใจในด้านภาษีและค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งการผ่อนปรนข้อปฏิบัติในด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน
- การใช้มาตรการภาษีและเงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนนายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุ
- การปรับสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจอื่นๆ เช่น การทำกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และการขอความร่วมมือจากนายจ้าง
- การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะ
- การฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย
- การจัดฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะฝีมือร่วมกับการชดเชยรายได้ที่ขาดไปของแรงงาน
- การฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยนทักษะและมีการชดเชยรายได้ที่ขาดไปของแรงงาน
- พัฒนาระบบจัดหางานและจับคู่งานบน digital platform ที่ง่ายต่อการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในชุมชน
- การใช้กลไก platform ในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำงานในบ้านหรือชุมชน
- ใช้กลไกในการรวมกลุ่มและการแบ่งปันทรัพยากรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการประกอบอาชีพ
- การรวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน
การขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงโจทย์เชิงนโยบายอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องการคำตอบเร่งด่วน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้สูงอายุ 2 ใน 3 ไม่มีเงินออม และเกือบ 20% มีรายได้ไม่ถึงร้อยบาทต่อวัน
เวทีวิชาการครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า การขยายอายุการทำงานจะเป็น “ทางรอด ทางเลือก หรือทางตัน” ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบที่ตั้งอยู่บนข้อมูล ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมโดยรวม ทั้งภาครัฐที่ต้องปรับระบบการเกษียณแบบยืดหยุ่น โดยทยอยปรับอายุเกษียณจาก 60 เป็น 62-63 และ 65 แบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมการปฏิรูประบบบำนาญและการเตรียมความพร้อมบุคลากร
ส่วนภาคเอกชนต้องมีความยืดหยุ่นในการจ้างงาน มีแรงจูงใจทางภาษีและสวัสดิการ พร้อมระบบจับคู่งานและการพัฒนาทักษะที่ทันสมัย รวมถึงการสร้างเครือข่ายในระดับชุมชนเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ

สิ่งสำคัญคือ การขยายอายุการทำงานต้องมุ่งสร้างรายได้ คืนคุณค่าให้ผู้สูงอายุ และไม่กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่เป็นภาระแต่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน องค์ความรู้จากเวทีครั้งนี้จะถูกนำไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอนโยบายเพื่อผลักดันสู่การกำหนดนโยบายของประเทศต่อไป สร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนทุกวัยในสังคมสูงวัยไทย

