ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโลกที่ซับซ้อนและการย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรข้ามชาติจึงกลายเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ จากข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีประชากรข้ามชาติกว่า 4.65 ล้านคน แต่ยังมีจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดหลักประกันสุขภาพ และการเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข จากสาเหตุของกำแพงภาษาและการถูกอคติจากสังคม

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วย องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO) และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการ เนื่องใน “วันประชากรข้ามชาติสากล” ประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้แนวคิด “Safe Migration in Country in Crisis: Upholding Rights and Building Resilience – ย้ายถิ่นปลอดภัย ฝ่าภัยวิกฤต ภายใต้สิทธิพื้นฐาน” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมและเป็นธรรมสำหรับประชากรข้ามชาติทุกกลุ่ม

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางสำคัญของประชากรข้ามชาติ โดยมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 4.65 ล้านคน ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย 3.65 ล้านคน และอีก 1 ล้านคน เป็นผู้ติดตามและลูกหลานแรงงานข้ามชาติ กลุ่มประชากรเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง งานบริการ และภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเผชิญอุปสรรคทางภาษาและการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของ สสส. พบข้อมูลจากงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการว่า ประชากรข้ามชาติที่มีข้อจำกัดด้านภาษา จำเป็นต้องพึ่งพาการแปลและความไว้วางใจจากอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) โดยมีเพียงร้อยละ 36 ที่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยได้โดยตรง ขณะที่ร้อยละ 45 ต้องอาศัย อสต.
ขณะเดียวกัน จากการสำรวจประชากรข้ามชาติ จำนวน 2,615 คน ในปี 2568 โดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย พบประชากรข้ามชาติไม่มีหลักประกันสุขภาพ 45.5% และมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเนื่องจากกำแพงภาษา 32.9% สสส. จึงมีการสนับสนุนให้เกิดแผนงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะประชากรข้ามชาติใน 4 มิติ ได้แก่ การสนับสนุนงานวิชาการและข้อมูลเพื่อผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพสำหรับทุกคนบนแผ่นดินไทย, การเสนอแนวทางคุ้มครองแรงงานในภาคเกษตร งานบ้าน และระบบประกันสังคม, การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายใน 20 จังหวัด และการเสริมพลังของ อสต. รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับนานาชาติผ่านเครือข่าย SHG ซึ่งมีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมมากกว่า 20 องค์กร เพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกับกลุ่ม CCS ในแผนงานที่ สวรส. รับผิดชอบ
“สสส. เชื่อว่าการพัฒนาสุขภาวะของประชากรข้ามชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของแรงงาน แต่คือการมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม การสร้างระบบที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูล สิทธิ และบริการด้านสุขภาพได้ จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย เกื้อกูลกัน และสร้างสังคมที่มีความสุขร่วมกัน” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า สุขภาพของประชากรทุกคนในสังคมไทย รวมถึงประชากรข้ามชาติ ล้วนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากการเจ็บป่วยทั้งโรคติดต่อและไม่ติดต่อสามารถส่งผลกระทบในวงกว้าง ท่ามกลางบริบทโลกที่การย้ายถิ่นเกิดขึ้นจากสงคราม ความไม่มั่นคง และปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจกลายเป็นพื้นที่รองรับประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การประชุมในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์สุขภาพของประชากรข้ามชาติ ที่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ ดังนั้น สวรส. จึงมุ่งสร้างโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพิจารณา และติดตามสถานการณ์สุขภาพของประชากรข้ามชาติอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ข้อมูลเชิงนโยบาย จนถึงมิติภาคสนาม เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ความครอบคลุม ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการอภิปรายหมู่คณะ ภายใต้ 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “ประกันสุขภาพในยุควิกฤติ: คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ = คุ้มครองระบบสุขภาพไทยไม่ให้ล่มสลาย” โดย นิโคลาส์ ดูริเยร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิดรีมลอปเม้นท์, ปิยะพัฒน์ วนอุกฤษฎ์ ประธานคณะกรรมการประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ สมาคมประกันวินาศภัยไทย, ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5, ชาญบดี ดิษเจริญ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ วสุรัตน์ หอมสุด มูลนิธิรักษ์ไทย และหัวข้อ “Bridging the Gap: อสต. ฟันเฟืองสำคัญระหว่างแรงงานข้ามชาติและระบบสุขภาพไทย” โดย ผศ. ดร.จิราลักษณ์ นนทารักษ์ ภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สุรกิต ฉัตรเจริญพัฒน์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ฐิติยา สามารถ ผู้จัดการโครงการระดับจังหวัด (จังหวัดระนอง) มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย, Mr. Zaw Win Htike อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) พื้นที่ดำเนินการกรุงเทพมหานคร มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ ธนดณ ฉันทะธาดาวงศ์ มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก

พร้อมด้วยการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่ได้รับการสนับสนุนจาก โครงการสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านระบบบริการสุขภาพสำหรับประชากรที่ไม่ใช่สัญชาติไทย: กลุ่มประชากรผู้ลี้ภัยความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน (CCS: MGH) โดย นพ.ภาณุวิชญ์ แก้วกำจรชัย สาขาวิชาวิทยาระบบสุขภาพ โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

จากทั้งหมดที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่ายในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิด้านสุขภาพของประชากรข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนองค์ความรู้ งานวิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ อันจะนำไปสู่ระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของสังคมไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

