วิกฤตสุขภาพของคนวัยทำงานไทยในปัจจุบันถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่ากังวล เมื่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะข้อมูลปี 2568 ที่ชี้ชัดว่าคนไทยเสี่ยงเป็นโรคอ้วนสูงถึง 45% รวมถึงความดันโลหิตสูงและเบาหวานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากสถานการณ์นี้ทำให้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือกับ กระทรวงแรงงาน โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และภาคีเครือข่าย เร่งผลักดันบทบาทของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ให้ยกระดับสู่การเป็นผู้นำสร้างสุขภาวะองค์กรตามแนวคิด ‘Happy Workplace’ โดยล่าสุดได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘จป. ผู้นำการสร้างสุขภาวะองค์กร ครั้งที่ 2’ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2568 รวมพลังผู้บริหารและเครือข่าย จป. กว่า 300 ชีวิต ร่วมกันขับเคลื่อนกลไกการสร้างเสริมสุขภาพและส่งต่อแนวทาง ‘แรงงานปลอดภัย สุขภาวะดี’ สู่สถานประกอบการทั่วไทยอย่างยั่งยืน

ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เผยว่า หัวใจสำคัญของกระทรวงแรงงานคือการคุ้มครองให้ลูกจ้างทำงานด้วยความปลอดภัยควบคู่ไปกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้สานพลังร่วมกับ สสส. ขับเคลื่อนโครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรฯ เพื่อยกระดับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ให้เป็น ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ที่สร้างความสุขและสุขภาพดีให้เกิดขึ้นในสถานประกอบการ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรเข้าร่วมแล้วถึง 424 แห่ง พร้อมเป็นต้นแบบในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.
ด้าน น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ขยายความถึงทิศทางในปี 2569 ว่า สสส. เดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะในระยะยาวผ่าน 7 แนวทางสำคัญ ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพกายและใจ ได้แก่ 1. ออกแบบสภาพแวดล้อม เพื่อให้คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายและใจ 2. ดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงาน โดยออกแบบระบบเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต 3. ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกาย 4. ยกระดับโรงอาหารในองค์กร สู่การเป็นโรงอาหารสุขภาพ 5. สร้างทักษะการรู้เท่าทันภัยสุขภาพในยุคดิจิทัล 6. สร้างวัฒนธรรมองค์กรปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ และ 7. ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม

“ทั้ง 7 องค์ประกอบนี้คือกลไกสำคัญที่เราต้องผลักดันร่วมกัน โดยอาศัยพลังจากองค์กรต้นแบบที่มีความพร้อมมาช่วยดูแลสุขภาพคนทำงานแบบองค์รวม แม้ความเร็วในการพัฒนาของแต่ละแห่งจะต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันเพื่อสร้างสังคมการทำงานที่มีความสุข” นพ.พงศ์เทพ ฝากทิ้งท้าย
สำหรับสถานประกอบการที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ สามารถศึกษารายละเอียดและเครื่องมือช่วยการทำงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8

